Apr 10, 2009

เฉียดตาย

วันนี้โอกาสดี เพราะเป็นช่วงปิดเทอมที่เพื่อนๆ กลับมาจากต่างจังหวัด
ไม่ได้เจอกับเหล่าเพื่อนยากมานานประมาณ 175 วันเลยหรือนี่
(จำได้เพราะครั้งก่อนเป็นวันเกิดเพื่อน ...แต่เอ๋ ผิดคนหรือเปล่าหว่า ^^")
เปลี่ยนแปลงไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย ผมยาวขึ้น หายเกรียนไปเยอะเลย

กะว่าจะใช้เวลากับเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานานทั้งวัน
แต่ตอนเช้าก็โดนเรียกตัวไปช่วยงานที่ห้องชมรมซะงั้น
ถึงเที่ยงนิดๆ ก็โทรตามให้ไปรวมตัวกัน (เค้ารอกันอยู่หมดแล้ว)
จริงๆ ก็ไม่ได้อยากรีบไปซักเท่าไหร่หรอก อยากรอเจอที่รักของเรามากกว่า
แต่ก็ทำไม่ได้แฮะ หนังที่เพื่อนเข้าคิวซื้อไว้ใกล้ได้เวลาเริ่มฉายแล้วด้วย

พอไปถึงจริงๆ เพื่อนที่อยู่รอดันซื้อรอบถัดไปอีกสองชั่วโมงซะงั้น
ด้วยเหตุผลคือ ไม่แน่ใจว่าเราจะไปถึงทันหรือเปล่า + รอบนั้นนั่งแหงนหน้า
เอ่อ ให้มันได้หยั่งงี้สิ

ดูหนังจบก็งานเข้า เพราะที่รักโทรมาบอกให้พาเพื่อนไปโรงพยาบาล
สตาร์ทรถที่ลานจอดตอนทุ่มครึ่ง เอารถออกมาจากห้างได้ตอนสองทุ่ม
เนื่องจากติดงานปีใหม่ที่ห้างจัดขึ้น (เร็วกว่าปรกติ) ทำไมก็ไม่รู้
ดีนะที่ยังขับผ่านสนามบินได้อยู่ ไม่งั้นได้ไปติดม๊อปที่คูเมืองอีกแน่ๆ
เอ่อ ให้มันได้หยั่งงี้สิ

ลำบากใจมากจริงๆ ที่ต้องพาเพื่อนเก่าเราไปพร้อมๆ กับเพื่อนที่รัก
ไล่ให้ไปเดินซื้อของรอก็ไม่ยอมไป บอกว่าอยากเห็นหน้าคนที่โทรหา
ฮะแฮ่ม... กระผมอยากให้พวกคุณเพื่อนเก่าสุดที่รักไปด้วยกันจังเลยครับ
ถ้าไม่ติดที่ว่าพวกคุณช่างทำตัวไม่เหมาะกับการพบปะเพื่อนใหม่เอาซะเลย
แถมยังตียี้ห้อวิศวะของแท้ที่สุดแสนจะซกมกและกวงติงอีกต่างหาก
เอ่อ ให้มันได้หยั่งงี้สิ

ไปรับแล้วคนเยอะเกิน นั่งรถไปกันได้ไม่หมด
เอ่อ ให้มันได้หยั่งงี้สิ

ตอนขากลับ ขณะกำลังขับรถอยู่เลนขวาสุดของถนนแถวตลาด
อยู่ๆ รถจากทางซ้ายก็เบียดเข้ามาในเลนเราแบบไม่มองกระจกหลังเลย
รถเราที่ขับมาด้วยความเร็วเกือบๆ ร้อย กับรถที่พึ่งเคลื่อนตัวได้นิดๆ
ถ้าชนกันแล้ว ไม่อยากจะคิดเลยว่าสภาพจะเป็นอย่างไร

ในหนังส่วนใหญ่ เวลาจะเกิดเหตุการณ์อะไรสำคัญๆ แบบรถเกือบชนกันนี้
เวลาดูเหมือนจะช้าลงจนหยุดนิ่งให้เราได้คิดอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะเลยเนาะ
แต่ความเป็นจริงที่ประสบพบเจอมาในวันนี้ มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยซักนิด
เวลาไม่ได้เดินช้าลงให้ตัดสินใจอะไรง่ายขึ้นเลย (แต่ก็ดีที่ไม่เร็วขึ้นจนคิดไม่ทัน)

เราเลยบีบแตรยาวพร้อมสาดไฟใส่และเหยียบเบรก แต่ก็เหมือนจะสายไปแล้ว
เพราะระยะทางแค่ไม่ถึง 10 เมตรยังไงรถก็หยุดได้ไม่ทัน ขืนเป็นอย่างนี้ชนแน่นอน
ระยะห่างระหว่างขอบถนนด้านขวากับตัวรถที่ออกมาจากด้านซ้ายก็เหลือน้อยมาก
จนไม่น่าเชื่อเลยว่าจะผ่านไปได้พอดี 1 คัน (ตอนนี้ก็ยังไม่อยากเชื่อว่าผ่านมาได้ไง)

เราต้องรีบตัดสินใจหักหลบ ด้านขวาแทบไม่เหลือที่ว่างระหว่างรถกับเกาะกลาง
ถ้าเกิดว่าปีนเกาะกลางถนนที่ความเร็วขนาดนี้ รถลอยละลิ่งพลิกคว่ำได้เลยนะเนี่ย
ส่วนด้านซ้ายเพื่อนบอกว่าเหลือแค่นิ้วเดียว เกือบชนกับไอ้รถบ้าคันนั้นไปแล้ว
รอดมาได้อย่างปาฏิหารแท้ๆ เลยหละ

พอผ่านจุดวิกฤตินั้นมาได้แล้ว เรารู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก
ถ้ารถเกิดชนขึ้นมา เราจะบอกที่รักของเรายังไงดี (หรืออาจไม่มีโอกาสได้บอก)
ในเมื่อเค้าเฝ้าบอกกับเราทุกวันว่า "ขับรถดีๆ นะ"
แถมเราก็พึ่งบอกกับเค้าไปว่า "ดูแลตัวเองดีๆ นะ"

โง่จังเลยนะเราเนี่ย ทำไมไม่ยอมเชื่อฟังที่รักของเรามั่งนะ
แม้ว่าจากรูปการณ์แล้วเราไม่ผิดเลย แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะเป็นยังไงมั่ง
แย่จริง ยอมรับว่าขับรถกลับด้วยอารมณ์เสียโครตๆ แต่ก็ไม่น่าขับหาเรื่องเลย
เฮ้อ...

ตอนไปโรงพยาบาลนี้อึดอัดจนทำตัวไม่ถูกเลยจริงๆ
ที่เค้าว่าเพื่อนกับแฟนมันเลือกยาก ก็พึ่งรู้รสชาติของมันตอนนี้แหละ
แต่ไม่มีอีกแล้วหละ ที่จะยอมให้เพื่อนกับแฟนมาโคจรมาพบกันอีก
และถ้ามันเกิดขึ้นอย่างนั้นจริงๆ คราวนี้ฉันจะไม่เลือกเพื่อนอย่างพวกนายแล้ว