วันนี้ตื่นสายมาก เนื่องจากพึ่งผ่านค่ายใหญ่มา
ด้วยความรีบร้อนที่ต้องไปจัดการงานเก่าให้เสร็จ
เลยขับรถอย่างเร็วไปตามเส้นทางสายเดิมเหมือนทุกวัน
อาจด้วยเพราะขับเร็วกว่าปรกติมาก
จึงไม่รู้สึกว่า ทางตรงที่ขับเร็วได้นั้น กำลังจะหมดลง
เพราะทางโค้งสุดโหดที่ต้องจอทุกวันนั้นรออยู่ด้านหน้า
อาจด้วยเพราะความอ่อนเพลียของร่างกาย
ถึงแม้ว่าจะหลับนานมากหลังจากเสร็จค่ายใหญ่
แต่กล้ามเนื้อก็ยังคงล้าอยู่พอสมควร
และความรู้สึกช้ากว่าปรกติ
อาจด้วยเพราะผ่าฝืนกฏของตัวเอง
คือ ถ้าห่างการขับรถครั้งสุดท้ายมากกว่าสิบสองชั่วโมง
ต้องทำการวอร์มคนขับให้พร้อมครึ่งชั่วโมงก่อนลุย
อาจเพราะยางรถยนต์นั้น หมดสภาพไปแล้ว
เพราวิ่งมามากถึง 30,000 กิโลอย่างโชกโชน
ไม่ใช่ขับอย่างชักช้าในเมืองแต่อย่างใด
หรืออาจเป็นเพราะช่วงนี้ต้องรับเคราะห์
เพราะมือถือที่น่าจะหายดันหาเจอ
เลยมีเหตุให้ได้ขับรถชนแทน
แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร ผลสุดท้าย คือขับรถชน
ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะขับชนเลย ทางที่ขับทุกวันจนชินแท้ๆ
ยิ่งถ้าลดความเร็วได้อีก 10 km/h เหตุการณ์นี้ไม่มีทางเกิด
แต่เหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นแล้ว ด้วยความประมาทของผมเอง
รู้ทั้งรู้นะว่า มันพอแก้ไขได้ แต่ก็รู้แค่ทฤษฎี มันเลยช่วยไม่ได้
จะไปเรียนขับรถแข่งตอนนี้ มันก็สายไปเสียแล้ว
...
อาจเป็นข้อเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผมก็ได้
คือ เหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย
เดี๋ยวนี้ไม่มองแง่บวกหรือลบแล้ว มองแค่ว่ามันเกิดขึ้นอยู่อย่างนั้น
มันก็แค่เหตุการณ์หนึ่งในชีวิต จะถูกผิดดีชั่วก็อยู่ที่การปรุงแต่งของเราเอง
เพราะเหตุนี้หละมั้ง ที่ทำให้ไม่ว่าเจอเรื่องหนักแค่ไหน
ก็ไม่รู้สึกว่าต้องใช้พยายามเพื่อจะผ่านพ้นมันไปเลย
เพียงแค่อยู่เฉยๆ ทุกอย่างก็จะจางหายไปเอง
นี่แหละ ข้อเสียที่ทำให้ชีวิตเรา ดูไม่พัฒนา (ในสายตาคนอื่น) เลย
แต่เราก็ชอบนะ ชีวิตแบบนี้ แนวคิดแบบนี้
เพราะมันทำให้เราไม่สัมผัสถึงความทุกข์
แม้ว่าจะไม่พบความสุขเช่นกัน
เพราะสุขมาก ก็คือทุกข์น้อยนั่นเอง
สุขกับทุกข์ จังเป็นของคู่กัน เหมือนเหรียญคนละด้าน
ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเลือกมองเหรียญด้านไหน
ดังนั้น ถ้าต้องการละทิ้งความทุกข์ ก็ต้องละทิ้งความสุขไปด้วย
เหมือนที่ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า
"พระพุทธเจ้าสอนวิธีดับทุกข์ ไม่ใช่วิธีแสวงหาความสุข"
...
วันนี้ รู้สึกได้อย่างแรงกล้า ว่าเกิดสิ่งไม่ดีในชีวิตขึ้นครั้งใหญ่
และรู้สึกได้ว่า สิ่งร้ายๆ กำลังผ่านไป สิ่งดีๆ กำลังเข้ามา
รู้สึกดีใจ แต่ก็เตรียมตัวรับความเสียใจที่เกิดขึ้นแต่เนิ่นๆ
ถ้าจะขอสถาปนาวันนี้ เป็นวันขึ้นปีใหม่ คงไม่ผิดสินะ
แม้ว่า คนอื่นๆ จะไม่นับว่านี่เป็นวันปีใหม่ ก็ไม่เป็นไร
แค่ผมคนเดียว ที่นับวันนี้เป็นวันปีใหม่ ก็เพียงพอแล้ว
ลาก่อน ปีเก่าที่โศกเศร้าเสียใจ
ลาก่อน ปีเก่าที่เกิดเหตุร้ายๆ ในชีวิต
ลาก่อน ปีเก่าที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง
และลาก่อน ปีเก่าที่น่าจดจำที่สุดในชีวิต
ต่อแต่นี้ไป จะต้อนรับปีใหม่ที่ดีขึ้น
สวัสดีปีใหม่ครับ!
Jan 5, 2010
Dec 31, 2009
ความทรงจำในห้องของฉัน
ใครต่อใครมักปรามาสวันรุ่นชายไว้ว่า ห้องรกอย่างกะรังหนู
เอาเป็นว่า พวกเค้าพูดถูกก็แล้วกัน เพราะผมนั้นเป็นข้อพิสูจน์ที่ดี
ถึงแม้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ มันจะไม่เคยรกเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่นั่นเป็นอานิสงส์จากการถูกจำกัดรายรับ และแม่ช่วยจัดห้องเสมอ
หลังจากอยู่ห้องเดิมมาหลายปี พร้อมกับอิสระที่เพิ่มขึ้น
ห้องมันก็ถึงจุดอิ่มตัว ค่าเอนโทรปีของห้องพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
(อึ่ม... อย่างน้อยก็ถึงขีดสุดความรับไหวของแม่หละนะ)
เป็นผลให้ต้องทำการลดเอนโทรปีห้องลง (แล้วเพิ่มเอนโทรปีที่อื่นแทน)
พูดให้เข้าใจง่ายไม่ใช้ภาษาวิทยาศาตร์ก็คือ จัดห้องนั่นแหละครับ
จัดห้องตั้งแต่เมื่อวานเช้า จนป่านนี้ยังจัดไม่เสร็จเลย (ป่าวอู้นะ ^^")
เจอสมบัติเก่าแก่ที่เก็บเอาไว้ อิอิ ตอนเด็กเราเก็บอะไรเยอะไปหมด
นั่งดูแต่ละอย่างก็ชวนรำลึกถึงความหลังได้เป็นอย่างดี
ไปเจอโครงการยื่นเสนอ NSC ตอนม.ต้น ก็นึกได้ถึงเพื่อนเก่า
เอ่อเนาะ เราทะเลาะกับเพื่อนจะเป็นจะตายได้ยังไงเนี่ย
ทั้งๆ ที่เรื่องมันก็ไม่มีอะไรเลย เกือบเสียเพื่อนดีๆ ไปแล้วมั้ยหละ
เจอชุดหมากล้อมที่เก็บไว้ เป็นชุดแรกในชีวิตเลย
ยังซื้อไม่เป็น&โกะไม่ดังยังไม่มีขาย เลยได้ขนาดเล็กกว่าปรกติทั่วไป
แต่ก็เล่นอย่างมีความสุข (แถมยังเจอเพลงประหลาดๆ ที่แต่งไว้อีก อิอิ)
เจอหนังสืออวกาศเยอะมากกก แค่ได้เห็นอีกครั้งก็มีความสุขแล้ว
เจอพวงกุญแจเยอะแยะเลย จำได้ว่าเป็นคนชอบเก็บสะสมพวงกุญแจมาก
เจออะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมดเลย มีความสุขจริงๆ ที่ได้จัดห้อง ^^
ก็อยากให้คนที่ได้แวะมาอ่าน มีความสุขกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตนะครับ
ทดสอบๆ ถ้าแก้ไขทีหลังแล้ว fb จะแก้ตามหรือ้ปล่าหว่า?
เอาเป็นว่า พวกเค้าพูดถูกก็แล้วกัน เพราะผมนั้นเป็นข้อพิสูจน์ที่ดี
ถึงแม้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ มันจะไม่เคยรกเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่นั่นเป็นอานิสงส์จากการถูกจำกัดรายรับ และแม่ช่วยจัดห้องเสมอ
หลังจากอยู่ห้องเดิมมาหลายปี พร้อมกับอิสระที่เพิ่มขึ้น
ห้องมันก็ถึงจุดอิ่มตัว ค่าเอนโทรปีของห้องพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
(อึ่ม... อย่างน้อยก็ถึงขีดสุดความรับไหวของแม่หละนะ)
เป็นผลให้ต้องทำการลดเอนโทรปีห้องลง (แล้วเพิ่มเอนโทรปีที่อื่นแทน)
พูดให้เข้าใจง่ายไม่ใช้ภาษาวิทยาศาตร์ก็คือ จัดห้องนั่นแหละครับ
จัดห้องตั้งแต่เมื่อวานเช้า จนป่านนี้ยังจัดไม่เสร็จเลย (ป่าวอู้นะ ^^")
เจอสมบัติเก่าแก่ที่เก็บเอาไว้ อิอิ ตอนเด็กเราเก็บอะไรเยอะไปหมด
นั่งดูแต่ละอย่างก็ชวนรำลึกถึงความหลังได้เป็นอย่างดี
ไปเจอโครงการยื่นเสนอ NSC ตอนม.ต้น ก็นึกได้ถึงเพื่อนเก่า
เอ่อเนาะ เราทะเลาะกับเพื่อนจะเป็นจะตายได้ยังไงเนี่ย
ทั้งๆ ที่เรื่องมันก็ไม่มีอะไรเลย เกือบเสียเพื่อนดีๆ ไปแล้วมั้ยหละ
เจอชุดหมากล้อมที่เก็บไว้ เป็นชุดแรกในชีวิตเลย
ยังซื้อไม่เป็น&โกะไม่ดังยังไม่มีขาย เลยได้ขนาดเล็กกว่าปรกติทั่วไป
แต่ก็เล่นอย่างมีความสุข (แถมยังเจอเพลงประหลาดๆ ที่แต่งไว้อีก อิอิ)
เจอหนังสืออวกาศเยอะมากกก แค่ได้เห็นอีกครั้งก็มีความสุขแล้ว
เจอพวงกุญแจเยอะแยะเลย จำได้ว่าเป็นคนชอบเก็บสะสมพวงกุญแจมาก
เจออะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมดเลย มีความสุขจริงๆ ที่ได้จัดห้อง ^^
ก็อยากให้คนที่ได้แวะมาอ่าน มีความสุขกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตนะครับ
ทดสอบๆ ถ้าแก้ไขทีหลังแล้ว fb จะแก้ตามหรือ้ปล่าหว่า?
Nov 30, 2009
อยากทำ อย่างที่ 3 เขียนนิยายคณิตศาสตร์ให้ดังก้องโลก
เมื่อวันก่อน ขณะอ่านหนังสือการทดลองทางวิทยาศาตร์อยู่
ก็เกิดไอเดียแจ่มแมวแว๊บขึ้นมาในหัว นั่นก็คือนิยายคณิตศาสตร์
ไม่รู้ว่าทำไมสมองเราถึงทำงานเร็วมาก ในเวลาที่ไม่คิดว่าจะทำงาน
แค่เห็นคำว่า paradox เข้าไป ก็คิดไปไกลถึงหนัง the metrix
แล้วก็คิดว่า เอ่อ หนังเรื่องนั้นมันก็แทรกปรัชญาเยอะโครตเลยนี่หว่า
(เอ๋... หรือว่าเป็นหนังปรัชญาที่แทรกแอคชันกันแน่ อิอิ)
แล้วก็คิดถึงอลิซในดินแดนมหัศจรรย์ ของลิวอิส คาร์โรล
ซึ่งผู้ประพันธ์นั้นเป็นนักคณิตศาสตร์ (อ่านเพิ่ม my math ฉบับ 19)
และถ้าอ่านอย่างตั้งใจแล้ว จะพบว่ามีคณิตศาสตร์ซ่อนตัวอยู่มากมาย
แล้วก็คิดไปเรื่อยๆ (ภายในเวลาไม่กี่วิ) จนไอเดียบังเกิดนั่นแล
ก็คือ นิยายคณิตศาสตร์ ที่ใช้คณิตศาสตร์เป็นแก่นของเรื่อง
แล้วแต่งเติมเรื่องราวอื่นๆ ลงไป ให้น่าสนใจเหมือนกับนิยายทั่วไป
ฝันอยากให้มันเป็นหนังนะ เอาให้ดังเป็นพลุแตกเหมือน the matrix เลย!
ก็เกิดไอเดียแจ่มแมวแว๊บขึ้นมาในหัว นั่นก็คือนิยายคณิตศาสตร์
ไม่รู้ว่าทำไมสมองเราถึงทำงานเร็วมาก ในเวลาที่ไม่คิดว่าจะทำงาน
แค่เห็นคำว่า paradox เข้าไป ก็คิดไปไกลถึงหนัง the metrix
แล้วก็คิดว่า เอ่อ หนังเรื่องนั้นมันก็แทรกปรัชญาเยอะโครตเลยนี่หว่า
(เอ๋... หรือว่าเป็นหนังปรัชญาที่แทรกแอคชันกันแน่ อิอิ)
แล้วก็คิดถึงอลิซในดินแดนมหัศจรรย์ ของลิวอิส คาร์โรล
ซึ่งผู้ประพันธ์นั้นเป็นนักคณิตศาสตร์ (อ่านเพิ่ม my math ฉบับ 19)
และถ้าอ่านอย่างตั้งใจแล้ว จะพบว่ามีคณิตศาสตร์ซ่อนตัวอยู่มากมาย
แล้วก็คิดไปเรื่อยๆ (ภายในเวลาไม่กี่วิ) จนไอเดียบังเกิดนั่นแล
ก็คือ นิยายคณิตศาสตร์ ที่ใช้คณิตศาสตร์เป็นแก่นของเรื่อง
แล้วแต่งเติมเรื่องราวอื่นๆ ลงไป ให้น่าสนใจเหมือนกับนิยายทั่วไป
ฝันอยากให้มันเป็นหนังนะ เอาให้ดังเป็นพลุแตกเหมือน the matrix เลย!
Nov 27, 2009
อยากทำ อย่างที่ 2 อัพเกรดคอมฯไปไว้หน้าทีวี
อยากอัพเกรดคอมฯ จังเลย =^_^=
ตอนนี้แกะคอมฯ เรียบร้อยแล้ว
ของเยอะแยะเต็มไปหมดเลยอ่า
ไดร์ฟเก่าที่ไม่ได้ใช้ยังติดเครื่องอยู่เลย
แถมฮาร์ดดิกส์เก่าเน่าๆ 32 จิ๊กที่จะถอดทิ้งละ
เดี๋ยวจะไปเปลี่ยนบอร์ดใหม่ให้เล็กลง
เอาการ์ดจอออนบอร์ดไปเลย
จะได้ซื้อเคสใหม่อันเล็กๆ น่ารักๆ
แล้ววางไว้หน้าทีวี ต่อออกจอใหญ่ สะจาย
ตอนนี้ถ้าว่างจะแวะไปพันทิพให้เร็วจี๋เลย
แล้วก็ขายๆๆๆๆ ของเก่าให้หมด
(แรมเก่า กับจอ อย่างอื่นอาจขายไม่ได้ตังค์)
ซื้อของใหม่มาอัพคอมฯ อย่างเร็ว
จะได้โอนเป็นคอมประจำบ้านเสียที ^^
ตอนนี้แกะคอมฯ เรียบร้อยแล้ว
ของเยอะแยะเต็มไปหมดเลยอ่า
ไดร์ฟเก่าที่ไม่ได้ใช้ยังติดเครื่องอยู่เลย
แถมฮาร์ดดิกส์เก่าเน่าๆ 32 จิ๊กที่จะถอดทิ้งละ
เดี๋ยวจะไปเปลี่ยนบอร์ดใหม่ให้เล็กลง
เอาการ์ดจอออนบอร์ดไปเลย
จะได้ซื้อเคสใหม่อันเล็กๆ น่ารักๆ
แล้ววางไว้หน้าทีวี ต่อออกจอใหญ่ สะจาย
ตอนนี้ถ้าว่างจะแวะไปพันทิพให้เร็วจี๋เลย
แล้วก็ขายๆๆๆๆ ของเก่าให้หมด
(แรมเก่า กับจอ อย่างอื่นอาจขายไม่ได้ตังค์)
ซื้อของใหม่มาอัพคอมฯ อย่างเร็ว
จะได้โอนเป็นคอมประจำบ้านเสียที ^^
Nov 19, 2009
อยากทำ อย่างที่ 1 เปิด Lab วิชาคณิตศาสตร์
ถ้าได้เป็นอาจารย์มหา'ลัยนะ จะเปิดวิชา Lab เกี่ยวกับคณิตศาสตร์เลย
ไม่ต้องมหา'ลัยก็ได้ แค่อาจารย์มัธยมก็พอ จะแอบเอาวิชาเรียนมาบูรณาการ
แล้วก็เปิดสอนแบบ Lab ซะเลย ฮาๆๆ
ที่อยากสอน Lab วิชาคณิตศาสตร์มากๆ เลย นั่นก็เป็นเพราะว่า
วิชาอื่นๆ อย่าง ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ก็ทำ Lab กันเป็นเรื่องปรกติ
ไฉนเลย วิชาคณิตศาสตร์จะไม่มี Lab หละ? อิอิ
แล้วจะทดลองยังไงหละ? ง่ายๆ เลย คาบแรกแจกวงเวียน+ไม้บรรทัด
สร้างจำนวนนับขึ้นมาสิ อันนี้คงไม่ยากเท่าไหร่
อะ ต่อมา สร้างจำนวนตรรกยะสิ ทำได้หรือเปล่า?
ถ้าทำได้ ไหนลองสร้างจำนวนอตรรกยะสิ จะยังทำได้อยู่หรือเปล่าน้า?
คาบถัดมา อะ สร้างรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าสิ
สร้างวงกลมแนบใน-แนบนอกสิ
เอ้า ลองหาสมบัติบางประการของมุมในสามเหลี่ยมแนบในสิ
คาบอื่นๆ อาจแจกเครื่องคิดเลข
เอ้า ลองหารูทของสองคูณรูทของสองคูณรูทของสอง... ไปเรื่อยๆ สิ
ทำได้แล้ว งั้นก็ลองเปลี่ยนเลขสองเป็นเลขสามมั่ง ดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น
อะ เปลี่ยนตัวเลขไปเรื่อยๆ สิ อึ่ม แล้วสรุปได้มั้ยว่ารูปทั่วไปเป็นยังไง
ฮ่าๆๆ น่าจะเป็นวิชาที่สนุกน่าดูเลย ^^
(แอบบ่นเล็กน้อย หลังจากเสียใจที่รู้สึกคล้ายว่าคณิตศาสตร์จะไม่ใช่ศาสตร์ที่ถนัด)
(แต่ตอนนี้ดันชอบทำ Lab มากกว่า แล้วก็น้อยใจว่าทำไมคณิตถึงไม่มี Lab)
(ถ้าได้เป็นใหญ่เป็นโต จะปฏิรูปการเรียนคณิตศาสตร์ให้หมดเลย คอยดูสิ หุหุหุ)
ทดไว้ก่อน ถึงเวลาจริงๆ จะได้ไม่ลืมทำ!
ไม่ต้องมหา'ลัยก็ได้ แค่อาจารย์มัธยมก็พอ จะแอบเอาวิชาเรียนมาบูรณาการ
แล้วก็เปิดสอนแบบ Lab ซะเลย ฮาๆๆ
ที่อยากสอน Lab วิชาคณิตศาสตร์มากๆ เลย นั่นก็เป็นเพราะว่า
วิชาอื่นๆ อย่าง ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ก็ทำ Lab กันเป็นเรื่องปรกติ
ไฉนเลย วิชาคณิตศาสตร์จะไม่มี Lab หละ? อิอิ
แล้วจะทดลองยังไงหละ? ง่ายๆ เลย คาบแรกแจกวงเวียน+ไม้บรรทัด
สร้างจำนวนนับขึ้นมาสิ อันนี้คงไม่ยากเท่าไหร่
อะ ต่อมา สร้างจำนวนตรรกยะสิ ทำได้หรือเปล่า?
ถ้าทำได้ ไหนลองสร้างจำนวนอตรรกยะสิ จะยังทำได้อยู่หรือเปล่าน้า?
คาบถัดมา อะ สร้างรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าสิ
สร้างวงกลมแนบใน-แนบนอกสิ
เอ้า ลองหาสมบัติบางประการของมุมในสามเหลี่ยมแนบในสิ
คาบอื่นๆ อาจแจกเครื่องคิดเลข
เอ้า ลองหารูทของสองคูณรูทของสองคูณรูทของสอง... ไปเรื่อยๆ สิ
ทำได้แล้ว งั้นก็ลองเปลี่ยนเลขสองเป็นเลขสามมั่ง ดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น
อะ เปลี่ยนตัวเลขไปเรื่อยๆ สิ อึ่ม แล้วสรุปได้มั้ยว่ารูปทั่วไปเป็นยังไง
ฮ่าๆๆ น่าจะเป็นวิชาที่สนุกน่าดูเลย ^^
(แอบบ่นเล็กน้อย หลังจากเสียใจที่รู้สึกคล้ายว่าคณิตศาสตร์จะไม่ใช่ศาสตร์ที่ถนัด)
(แต่ตอนนี้ดันชอบทำ Lab มากกว่า แล้วก็น้อยใจว่าทำไมคณิตถึงไม่มี Lab)
(ถ้าได้เป็นใหญ่เป็นโต จะปฏิรูปการเรียนคณิตศาสตร์ให้หมดเลย คอยดูสิ หุหุหุ)
ทดไว้ก่อน ถึงเวลาจริงๆ จะได้ไม่ลืมทำ!
Nov 16, 2009
I Can't Tell You Why
...Nothing's wrong as far as I can see
We make it harder than it has to be
คืนนี้พยายามข่มตาให้หลับ แต่ก็หลับไม่ลง
แล้วอยู่ๆ ท่อนนี้ของเพลงก็ดังขึ้นมาในหัว
ใช่แล้วหละ ชีวิตเราช่างเหมือนกับเพลงนี้เสียจริง
สิ่งที่ร้ายๆ ที่เราพบมันนั้น
แท้จริงแล้วไม่ได้ยากเกินไปกว่าที่จะก้าวข้ามมันเลย
แต่กลับกลายเป็นเราเอง ที่ทำให้มันยากขึ้นกว่าเดิม
จนหลายครั้งก็ถอดใจที่จะก้าวต่อ
รู้จักเพลงนี้มานานนนนนนนนนมากครับ
นานแบบว่า ลืมไปแล้วว่าไปรู้จักตอนไหน
จำได้แค่ว่า ตอนเริ่มซื้อคอมฯใหม่ๆ ช่วงป.5
อินเตอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย หา mp3 ยากมาก
แต่ก็อยากเปิดเพลงฟังในคอมฯ เพราะมันเทห์ดี
ถึงขั้นเปิดเทปในวิทยุ แล้วก็จ่อไมค์อัดเสียงลงไป
ตอนนั้นยังไม่มีโปรแกรมแปลงเป็น mp3 เลย
ส่วนไอ่การจ่อไมค์นั้น ก็ทำคุณภาพดร็อปลงไปอีกมากโข
เสียงที่ได้จึงไม่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังฟัง
จนกระทั่งข้างบ้านไปได้เพลงนี้มาจากไหนก็ไม่รู้
เลยเอาแผ่นฟล๊อปปี้ดิกส์ไปก็อปมาฟัง
จะก๊อปตรงๆ ก็ไม่ได้อีก เพราะขนาดไฟล์ใหญ่เกินความจุ
ต้องหาโปรแกรมซิปมาแยกไฟล์-ต่อไฟล์ให้วุ่นวาย
แถมตอนนั้น แผ่นที่ใช้ได้ดันมีเหลือแผ่นเดียวพอดี
ได้เดินไปเดินกลับตั้งหลายรอบกว่าจะเสร็จ
พอหมดยุคของเทปคลาสเซต (ทางบ้าน)
ก็ก้าวกระโดดไปที่ยุคของดีวีดีเลย (555)
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่หาดีวีดีเพลงนี้นานมาก
กว่าจะได้มาก็ต้องไปถึงแม่สายโน่นแหนะ
แล้วก็นะ อุตสาห์ได้แผ่นมาทั้งที
แต่เครื่องเล่นหนังที่บ้านยังเป็นซีดีอยู่เลย
ได้ลงทุนเปลี่ยนเป็นเครื่องดีวีดีเพื่อแผ่นนี้แผ่นแรก
จนเมื่อขายรถเก่าไปแล้ว รถใหม่มีแต่ช่องใส่ซีดี
เทปเพลงที่มีอยู่ก็ดูเหมือนจะหมดประโยชน์
เลยไปหาซีดีเพลงนี้มาติดรถไว้ฟังอีกจนได้
แม้ว่าจะยากลำบากเพียงไหนในการหาเพลงนี้มาฟัง
แต่ก็ยังทำไปเพราะอยากฟังเพลงนี้จับจิต
อาจเป็นเพราะเสียงร้องที่มีเสน่ห์ของ Timothy B. Schmit
หรืออาจเป็นเพราะท่วงทำนองที่ฟังแล้วเหมือนตรึงเราอยู่กับที่
แต่สุดท้ายแล้ว ผมก็บอกไม่ได้หรอก เพราะอะไรผมถึงได้ทำไป
เพราะว่าผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
...I can't tell you why...
ฟังมาตั้งนาน ลงทุนลงแรงกับมันไปเยอะ
แต่ก็พึ่งจะมาเข้าใจความหมายแท้จริง
ใช่แล้ว บางทีเราก็บอกไม่ได้หรอก
ว่าทำไมถึงได้ทำสิ่งนั้นลงไป
แต่ผลสุดท้ายแล้วนั้น
เพลงนี้ ก็เหมือนกับชีวิตผมตอนนี้นั่นแหละ
Every time I try to walk away
Something makes me turn around and stay
And I can't tell you why...
We make it harder than it has to be
คืนนี้พยายามข่มตาให้หลับ แต่ก็หลับไม่ลง
แล้วอยู่ๆ ท่อนนี้ของเพลงก็ดังขึ้นมาในหัว
ใช่แล้วหละ ชีวิตเราช่างเหมือนกับเพลงนี้เสียจริง
สิ่งที่ร้ายๆ ที่เราพบมันนั้น
แท้จริงแล้วไม่ได้ยากเกินไปกว่าที่จะก้าวข้ามมันเลย
แต่กลับกลายเป็นเราเอง ที่ทำให้มันยากขึ้นกว่าเดิม
จนหลายครั้งก็ถอดใจที่จะก้าวต่อ
รู้จักเพลงนี้มานานนนนนนนนนมากครับ
นานแบบว่า ลืมไปแล้วว่าไปรู้จักตอนไหน
จำได้แค่ว่า ตอนเริ่มซื้อคอมฯใหม่ๆ ช่วงป.5
อินเตอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย หา mp3 ยากมาก
แต่ก็อยากเปิดเพลงฟังในคอมฯ เพราะมันเทห์ดี
ถึงขั้นเปิดเทปในวิทยุ แล้วก็จ่อไมค์อัดเสียงลงไป
ตอนนั้นยังไม่มีโปรแกรมแปลงเป็น mp3 เลย
ส่วนไอ่การจ่อไมค์นั้น ก็ทำคุณภาพดร็อปลงไปอีกมากโข
เสียงที่ได้จึงไม่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังฟัง
จนกระทั่งข้างบ้านไปได้เพลงนี้มาจากไหนก็ไม่รู้
เลยเอาแผ่นฟล๊อปปี้ดิกส์ไปก็อปมาฟัง
จะก๊อปตรงๆ ก็ไม่ได้อีก เพราะขนาดไฟล์ใหญ่เกินความจุ
ต้องหาโปรแกรมซิปมาแยกไฟล์-ต่อไฟล์ให้วุ่นวาย
แถมตอนนั้น แผ่นที่ใช้ได้ดันมีเหลือแผ่นเดียวพอดี
ได้เดินไปเดินกลับตั้งหลายรอบกว่าจะเสร็จ
พอหมดยุคของเทปคลาสเซต (ทางบ้าน)
ก็ก้าวกระโดดไปที่ยุคของดีวีดีเลย (555)
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่หาดีวีดีเพลงนี้นานมาก
กว่าจะได้มาก็ต้องไปถึงแม่สายโน่นแหนะ
แล้วก็นะ อุตสาห์ได้แผ่นมาทั้งที
แต่เครื่องเล่นหนังที่บ้านยังเป็นซีดีอยู่เลย
ได้ลงทุนเปลี่ยนเป็นเครื่องดีวีดีเพื่อแผ่นนี้แผ่นแรก
จนเมื่อขายรถเก่าไปแล้ว รถใหม่มีแต่ช่องใส่ซีดี
เทปเพลงที่มีอยู่ก็ดูเหมือนจะหมดประโยชน์
เลยไปหาซีดีเพลงนี้มาติดรถไว้ฟังอีกจนได้
แม้ว่าจะยากลำบากเพียงไหนในการหาเพลงนี้มาฟัง
แต่ก็ยังทำไปเพราะอยากฟังเพลงนี้จับจิต
อาจเป็นเพราะเสียงร้องที่มีเสน่ห์ของ Timothy B. Schmit
หรืออาจเป็นเพราะท่วงทำนองที่ฟังแล้วเหมือนตรึงเราอยู่กับที่
แต่สุดท้ายแล้ว ผมก็บอกไม่ได้หรอก เพราะอะไรผมถึงได้ทำไป
เพราะว่าผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
...I can't tell you why...
ฟังมาตั้งนาน ลงทุนลงแรงกับมันไปเยอะ
แต่ก็พึ่งจะมาเข้าใจความหมายแท้จริง
ใช่แล้ว บางทีเราก็บอกไม่ได้หรอก
ว่าทำไมถึงได้ทำสิ่งนั้นลงไป
แต่ผลสุดท้ายแล้วนั้น
เพลงนี้ ก็เหมือนกับชีวิตผมตอนนี้นั่นแหละ
Every time I try to walk away
Something makes me turn around and stay
And I can't tell you why...
Oct 3, 2009
You’ve Got a Friend
You just call out my name
and you know wherever I am
I'll come running to see you again.
ขอเพียงแต่เขียนมา ขอเพียงส่งเสียงมา
จะไปในทันใด จะไปยืนเคียงข้างเธอ
จะไปดูแลเป็นเพื่อนเธอ ให้เธอหมดความกังวลใจ
สวัสดีหลังจากที่ไม่ได้อัพอะไรมานานมากกกกกกกกก
หลังจากที่ได้อัพติดกันถี่ๆ แล้ว อัพบ้างไม่อัพบ้างคราวนี้รู้สึกดีจัง
สงสัยเป็นเพราะถ้าต้องเค้นพลังสมองมาอัพ จะคิดไม่ค่อยออก
แต่พอปล่อยตัวให้ว่าง กลับทำได้ง่ายๆ เลย เย่ๆๆ
ก็เหมือนเพลงนี้แหละครับ
ไม่ต้องคิดถึงตลอดเวลา แต่ถ้าต้องการเมื่อไหร่จะมาทันที
เพื่อนกัน ก็ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกันสิ จริงมั้ย...
...แวะมาอัพสั้นๆ พอดีนอนไม่ค่อยหลับ
แล้วเพลงนี้ก็วิ๊งขึ้นมาในหัวพอดี ^^
อยากเก็บมาเล่าขานซ้ำอีกครั้งครับ
Winter, Spring, Summer, or Fall,
All you have to do is call
And I'll be there, You've got a friend.
Sep 23, 2009
คุ๊กกี้กับชายแปลกหน้า
ณ สนามบินที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งในช่วงวันหยุดยาว
ผู้หญิงคนหนึ่งเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านที่เธอจากมาแสนนาน
เธอซื้อหนังสือพิมพ์และคุ๊กกี้ระหว่างรอขึ้นเครื่องที่ดีเลย์กว่าครึ่งชั่วโมง
หลังจากหาที่นั่งอยู่นาน เธอก็พบที่นั่งว่างข้างชายแก่ที่ดูป่ำเป๋อๆ คนหนึ่ง
ด้วยความดีใจ เธอรีบตรงไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์และกินคุ๊กกี้ทันที
หลังจากนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ได้พักใหญ่ เธอเริ่มรู้สึกได้ถึงสิ่งประหลาด
คือคุ๊กกี้ที่เธอกินนั้น เหมือนว่าจะร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วเกินกว่าปรกติ
เธอเหลือบตาจากหนังสือพิมพ์ดู พบชายแก่หยิบคุ๊กกี้กินอย่างเอร็ดอร่อย
ด้วยความไม่พอใจ แต่ไม่กล้าพูดอะไรเนื่องจากไม่อยากมีเรื่องกับคนแก่
เธอจึงหยิบคุ๊กกี้กินเร็วขึ้น หวังว่าชายแก่จะไม่มีโอกาสได้แย่งเธอกิน
แต่ยิ่งเธอหยิบคุ๊กกี้กินเร็วขึ้นเท่าไหร่ ชายแก่ก็ยิ่งกินคุ๊กกี้ตามไวขึ้นเท่านั้น
จนคุ๊กกี้เหลือชิ้นสุดท้าย เธอและชายแก่ต่างดูท่าทีกัน ยังไม่รุกต่อแต่อย่างใด
เธอมองชายแก่ตาเขียวปั๊ด ส่วนชายแก่มองเธอด้วยรอยยิ้ม
เวลาผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ ชายแก่ก็ยื่นมือลงไปหยิบคุ๊กกี้ขึ้นมา
เขาหักมันออกครึ่งนึง และยื่นคุ๊กกี้ครึ่งชิ้นให้เธอด้วยรอยยิ้ม
ส่วนอีกครึ่งชิ้นนั้น พอเขากินเสร็จ เขาก็จากไป
เธอโมโหกับเหตุการณ์นี้มาก ที่ต้องเจอกับคนไร้มารยาทในวันที่น่าหงุดหงิด
พอได้เวลาขึ้นเครื่อง เธอจึงตรงไปยังทางขึ้นทันทีและเปิดกระเป๋าหยิบตั๋วโดยสาร
แต่สิ่งที่เธอพบในกระเป๋านั้น นอกจากของใช้ส่วนตัวและตั๋วเครื่องบินที่เธอหาแล้ว
ยังมี "คุ๊กกี้ห่อที่เธอซื้อ" อยู่ในนั้นด้วย
...
ปรกติเป็นคนเล่านิทานไม่เก่งเลย ถึงแม้ว่าจะอ่านนิทานมาเยอะก็ตาม
ทั่งยังไม่ชอบพูดว่า "นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..." ด้วย เพราะโตๆ กันแล้วนะ
จะเลือกมองด้านไหน มองยังไง ก็สุดแล้วถึงความคิดของแต่ละคนนะครับ
ที่วันนี้มาเล่านิทาน (ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า) เรื่องนี้ให้ฟัง
สงสัยเพราะอ่านนิทานบีเดิลของเจเคมาแล้วสนุกดีแหละครับ
เรื่องที่เล่ามานี้ ได้ฟังเมื่อครั้งเป็นนักเรียน ตอนเช้ามีการเทศน์ในโบสถ์
เป็นเรื่องของพระเจ้าบ้าง เรื่องทั่วไปบ้าง ก็ฟังมาตลอด (แม้จะจำได้นิดเดียว)
เรื่องนี้โดนใจเป็นพิเศษ เลยเก็บมาเล่าอีกครั้ง เพื่อให้จำขึ้นใจ และได้คิดไตร่ตรองครับ
ขอบคุณอาจารย์ (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้) มากๆ เลยครับ ที่ทำให้ผมมีโอกาสฟังเรื่องนี้
ผู้หญิงคนหนึ่งเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านที่เธอจากมาแสนนาน
เธอซื้อหนังสือพิมพ์และคุ๊กกี้ระหว่างรอขึ้นเครื่องที่ดีเลย์กว่าครึ่งชั่วโมง
หลังจากหาที่นั่งอยู่นาน เธอก็พบที่นั่งว่างข้างชายแก่ที่ดูป่ำเป๋อๆ คนหนึ่ง
ด้วยความดีใจ เธอรีบตรงไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์และกินคุ๊กกี้ทันที
หลังจากนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ได้พักใหญ่ เธอเริ่มรู้สึกได้ถึงสิ่งประหลาด
คือคุ๊กกี้ที่เธอกินนั้น เหมือนว่าจะร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วเกินกว่าปรกติ
เธอเหลือบตาจากหนังสือพิมพ์ดู พบชายแก่หยิบคุ๊กกี้กินอย่างเอร็ดอร่อย
ด้วยความไม่พอใจ แต่ไม่กล้าพูดอะไรเนื่องจากไม่อยากมีเรื่องกับคนแก่
เธอจึงหยิบคุ๊กกี้กินเร็วขึ้น หวังว่าชายแก่จะไม่มีโอกาสได้แย่งเธอกิน
แต่ยิ่งเธอหยิบคุ๊กกี้กินเร็วขึ้นเท่าไหร่ ชายแก่ก็ยิ่งกินคุ๊กกี้ตามไวขึ้นเท่านั้น
จนคุ๊กกี้เหลือชิ้นสุดท้าย เธอและชายแก่ต่างดูท่าทีกัน ยังไม่รุกต่อแต่อย่างใด
เธอมองชายแก่ตาเขียวปั๊ด ส่วนชายแก่มองเธอด้วยรอยยิ้ม
เวลาผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ ชายแก่ก็ยื่นมือลงไปหยิบคุ๊กกี้ขึ้นมา
เขาหักมันออกครึ่งนึง และยื่นคุ๊กกี้ครึ่งชิ้นให้เธอด้วยรอยยิ้ม
ส่วนอีกครึ่งชิ้นนั้น พอเขากินเสร็จ เขาก็จากไป
เธอโมโหกับเหตุการณ์นี้มาก ที่ต้องเจอกับคนไร้มารยาทในวันที่น่าหงุดหงิด
พอได้เวลาขึ้นเครื่อง เธอจึงตรงไปยังทางขึ้นทันทีและเปิดกระเป๋าหยิบตั๋วโดยสาร
แต่สิ่งที่เธอพบในกระเป๋านั้น นอกจากของใช้ส่วนตัวและตั๋วเครื่องบินที่เธอหาแล้ว
ยังมี "คุ๊กกี้ห่อที่เธอซื้อ" อยู่ในนั้นด้วย
...
ปรกติเป็นคนเล่านิทานไม่เก่งเลย ถึงแม้ว่าจะอ่านนิทานมาเยอะก็ตาม
ทั่งยังไม่ชอบพูดว่า "นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..." ด้วย เพราะโตๆ กันแล้วนะ
จะเลือกมองด้านไหน มองยังไง ก็สุดแล้วถึงความคิดของแต่ละคนนะครับ
ที่วันนี้มาเล่านิทาน (ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า) เรื่องนี้ให้ฟัง
สงสัยเพราะอ่านนิทานบีเดิลของเจเคมาแล้วสนุกดีแหละครับ
เรื่องที่เล่ามานี้ ได้ฟังเมื่อครั้งเป็นนักเรียน ตอนเช้ามีการเทศน์ในโบสถ์
เป็นเรื่องของพระเจ้าบ้าง เรื่องทั่วไปบ้าง ก็ฟังมาตลอด (แม้จะจำได้นิดเดียว)
เรื่องนี้โดนใจเป็นพิเศษ เลยเก็บมาเล่าอีกครั้ง เพื่อให้จำขึ้นใจ และได้คิดไตร่ตรองครับ
ขอบคุณอาจารย์ (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้) มากๆ เลยครับ ที่ทำให้ผมมีโอกาสฟังเรื่องนี้
Aug 7, 2009
สิ่งที่ทำผิดลงไป
สิ่งที่ทำผิดลงไป
มันมีมากมายหลายอย่างจนนับไม่หมดเลยหละ
ถ้าเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ จะยังทำผิดซ้ำมั้ยน้า?
สมองยิ่งทึบอยู่ด้วย สอนอะไรไปก็ไม่ค่อยจะจำ
วันนี้เอารถไป (โดน) ชนมาอีกแล้ว
สาเหตุใหญ่คือ รีบร้อนจนลืมตัว
จนทำให้ตัดสินใจอะไรง่ายไปจริงๆ
พอเห็นทางโล่งปุ๊ป ก็รีบเลี้ยวปั๊ป
ทางถนนอะมันโล่ง แต่บนขอบทางดันมีคนอยู่
แล้วคนนั้น เค้าก็ดันข้ามถนนตรงจุดอันตรายเสียด้วย
รถเราที่พุ่งไป ก็เกือบชนคนที่ข้ามถนนนั้น
โชคดีที่เบรกทัน เค้าคนนั้นเลยไม่เป็นไร
แต่เหมือนกับใช้โชคมากไปจนหมด
ทันใดนั้นก็มีรถมอไซต์พุ่งมาอย่างเร็วในทางตรงข้าม
รถเราที่เบรกกะทันหันเพื่อไม่ให้ชนคน
ก็กลับกลายเป็นขวางทางมอไซต์คันนั้นแทน
ตอนที่โดนชนนั้น ในหัวเรามันขาวโพลนไปหมด
กว่าจะรู้ตัวว่าควรทำอะไรต่อไปก็เกือบสิบวิ
กว่าจะรู้ตัวว่าเราขับไปขวางเค้านะ ก็สับสนนานมาก
แย่จริงๆ เลย เรานี่ ทำผิดแล้วยังไม่รู้ตัวอีก
จากใจจริงแล้ว เราไม่อยากทำผิดหรอก
เกิดเรื่องขึ้นแต่ละที มันช่างทรมานจิตใจ
เป็นไปได้ก็อยากรับรู้สถานการให้กระจ่างชัด
และต้องไม่ลืมว่า จะต้องตัดสินด้วยความรอบคอบ
ไม่ให้เรื่องอื่นใดมารบกวนความคิดได้
สิ่งที่ทำผิดไป
แม้จะมีมากมายหลายอย่าง
และอาจกลับมาทำผิดได้อีกก็ตาม
แต่เราจะพยายามทำให้มันดีขึ้น
และมันต้องดีขึ้นให้ได้จริงๆ
มันมีมากมายหลายอย่างจนนับไม่หมดเลยหละ
ถ้าเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ จะยังทำผิดซ้ำมั้ยน้า?
สมองยิ่งทึบอยู่ด้วย สอนอะไรไปก็ไม่ค่อยจะจำ
วันนี้เอารถไป (โดน) ชนมาอีกแล้ว
สาเหตุใหญ่คือ รีบร้อนจนลืมตัว
จนทำให้ตัดสินใจอะไรง่ายไปจริงๆ
พอเห็นทางโล่งปุ๊ป ก็รีบเลี้ยวปั๊ป
ทางถนนอะมันโล่ง แต่บนขอบทางดันมีคนอยู่
แล้วคนนั้น เค้าก็ดันข้ามถนนตรงจุดอันตรายเสียด้วย
รถเราที่พุ่งไป ก็เกือบชนคนที่ข้ามถนนนั้น
โชคดีที่เบรกทัน เค้าคนนั้นเลยไม่เป็นไร
แต่เหมือนกับใช้โชคมากไปจนหมด
ทันใดนั้นก็มีรถมอไซต์พุ่งมาอย่างเร็วในทางตรงข้าม
รถเราที่เบรกกะทันหันเพื่อไม่ให้ชนคน
ก็กลับกลายเป็นขวางทางมอไซต์คันนั้นแทน
ตอนที่โดนชนนั้น ในหัวเรามันขาวโพลนไปหมด
กว่าจะรู้ตัวว่าควรทำอะไรต่อไปก็เกือบสิบวิ
กว่าจะรู้ตัวว่าเราขับไปขวางเค้านะ ก็สับสนนานมาก
แย่จริงๆ เลย เรานี่ ทำผิดแล้วยังไม่รู้ตัวอีก
จากใจจริงแล้ว เราไม่อยากทำผิดหรอก
เกิดเรื่องขึ้นแต่ละที มันช่างทรมานจิตใจ
เป็นไปได้ก็อยากรับรู้สถานการให้กระจ่างชัด
และต้องไม่ลืมว่า จะต้องตัดสินด้วยความรอบคอบ
ไม่ให้เรื่องอื่นใดมารบกวนความคิดได้
สิ่งที่ทำผิดไป
แม้จะมีมากมายหลายอย่าง
และอาจกลับมาทำผิดได้อีกก็ตาม
แต่เราจะพยายามทำให้มันดีขึ้น
และมันต้องดีขึ้นให้ได้จริงๆ
Jul 3, 2009
หมดกำลังใจ
นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่เราไม่ได้อัพได
ช่วงนี้รู้สึกเครียดๆ กับงานที่วิ่งเข้ามาหา
เบื่อจังกับไอ้กำหนดการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม
เพราะอะไรที่เราลงเวลาไว้แล้ว มันจะเลื่อนๆๆๆๆ ออกไปหมดทุกอย่างเลย
หรือว่าเราขยันหางานมาลงจนขยับเวลาไม่ได้กันนะ...
ล่าสุด ตอนนี้มีงานเมเจอร์เข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
ใจจริงตั้งแต่แรกนั้น อยากทำงานนี้อยู่แล้ว
เพราะว่าเราจะได้ทำหน้าที่ที่อยากทำมานานมาก
นั่นคือ การควบคุมและตัดต่อเสียงประกอบละคร
เป็นงานที่ค่อนข้างหนัก แต่เราก็เดิมใจทำ
เพราะเมื่อเรามีใจชะอย่าง หนักแค่ไหนก็ไม่กลัวอยู่แล้ว
แต่แล้วก็เกิดเรื่องน่าหงุดหงิดขึ้น เมื่อวันแรกก็เลิกดึกมากๆ
ซึ่งเราก็ไม่รู้มาก่อนว่า มันจะดึกได้ถึงขนาดนี้
ทางบ้านก็เป็นห่วง ไม่อยากให้กลับเกินเที่ยงคืน
เพราะถ้าเลยนั้นแล้ว เราคงขับรถไม่ไหวแน่
ยังดีที่สามารถอาศัยหอเพื่อนนอนได้
วันถัดมาเลยตัดสินใจหอบข้าวของไปนอนหอเพื่อน
แต่ก็ไม่อยากรบกวนนานเกิน เลยสืบดูว่าจะมีวันไหนที่ได้เลิกเร็วมั่ง
ก็คาดไว้ว่า เป็นวันที่พี่ขอดูละครที่พวกเราทำมา
ในใจนั้นกะไว้แล้วว่า ต้องไม่ผ่านพี่ๆ แน่นอน
เพราะละครที่ทำกันก็ยังไม่ดีมากมายถึงขั้นชิงออสการ์ได้
แต่เหตุผลหลักที่เรารู้สึกได้อย่างรุนแรงมากก็คือ
มันเป็นธรรมเนียมที่พี่ไม่ยอมให้ผ่านตั้งแต่ครั้งแรกอยู่แล้ว
ก็เผื่อใจไว้แล้วว่าต้องได้แก้ไขงานแน่นอน
แต่ไม่นึกไม่ฝันเลยว่า พี่จะไร้เหตุผล ขอให้แก้งานให้เสร็จในคืนนี้
โอ้... วันที่ฉันจะได้พักผ่อนสลายหายไปกับตา
ช๊อคมากเลยตอนได้ยินอย่างนั้น
ตอนสี่ทุ่มครึ่งเวลาที่จะต้องได้แสดงซ่อมให้พี่ดูนั้น
คอมเมนท์คราวนี้เหมือนจะเยอะกว่าครั้งแรกที่เสดงให้ดูอีก
พอคอมเมนท์เสร็จตอนเที่ยงคืน ก็พบว่ามีอีกหลายจุดมากที่ต้องแก้
แล้วเราก็อยู่แก้งานกันไปเรื่อยๆ โดยมีพี่ๆ คอยเฝ้าให้คำแนะนำ
ลิมิตของเรามันก็หมดลงตอนตีสาม ไม่ไหวแล้ว
รู้สึกแย่มากๆ ว่าทำไมต้องอยู่ทำงานดึกๆ ด้วย
ถึงแม้ว่าเพื่อนๆ หลายคนจะอยู่กันได้
แต่เรามีบ้านให้กลับ มีครอบครัวให้ดูแล
จะให้กลับดึกแบบนี้ไปตลอดมันก็ไม่ไหวนะ
พอแล้วหละ จะไม่อยู่ทำงานดึกๆ กับงานที่ไร้สาระอีกแล้ว
หมดกำลังใจในการทำงานเมเจอร์ไปแล้ว
อย่าให้หมดใจที่จะรักเมเจอร์นี้อีกอย่างนึงเลย
ช่วงนี้รู้สึกเครียดๆ กับงานที่วิ่งเข้ามาหา
เบื่อจังกับไอ้กำหนดการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม
เพราะอะไรที่เราลงเวลาไว้แล้ว มันจะเลื่อนๆๆๆๆ ออกไปหมดทุกอย่างเลย
หรือว่าเราขยันหางานมาลงจนขยับเวลาไม่ได้กันนะ...
ล่าสุด ตอนนี้มีงานเมเจอร์เข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
ใจจริงตั้งแต่แรกนั้น อยากทำงานนี้อยู่แล้ว
เพราะว่าเราจะได้ทำหน้าที่ที่อยากทำมานานมาก
นั่นคือ การควบคุมและตัดต่อเสียงประกอบละคร
เป็นงานที่ค่อนข้างหนัก แต่เราก็เดิมใจทำ
เพราะเมื่อเรามีใจชะอย่าง หนักแค่ไหนก็ไม่กลัวอยู่แล้ว
แต่แล้วก็เกิดเรื่องน่าหงุดหงิดขึ้น เมื่อวันแรกก็เลิกดึกมากๆ
ซึ่งเราก็ไม่รู้มาก่อนว่า มันจะดึกได้ถึงขนาดนี้
ทางบ้านก็เป็นห่วง ไม่อยากให้กลับเกินเที่ยงคืน
เพราะถ้าเลยนั้นแล้ว เราคงขับรถไม่ไหวแน่
ยังดีที่สามารถอาศัยหอเพื่อนนอนได้
วันถัดมาเลยตัดสินใจหอบข้าวของไปนอนหอเพื่อน
แต่ก็ไม่อยากรบกวนนานเกิน เลยสืบดูว่าจะมีวันไหนที่ได้เลิกเร็วมั่ง
ก็คาดไว้ว่า เป็นวันที่พี่ขอดูละครที่พวกเราทำมา
ในใจนั้นกะไว้แล้วว่า ต้องไม่ผ่านพี่ๆ แน่นอน
เพราะละครที่ทำกันก็ยังไม่ดีมากมายถึงขั้นชิงออสการ์ได้
แต่เหตุผลหลักที่เรารู้สึกได้อย่างรุนแรงมากก็คือ
มันเป็นธรรมเนียมที่พี่ไม่ยอมให้ผ่านตั้งแต่ครั้งแรกอยู่แล้ว
ก็เผื่อใจไว้แล้วว่าต้องได้แก้ไขงานแน่นอน
แต่ไม่นึกไม่ฝันเลยว่า พี่จะไร้เหตุผล ขอให้แก้งานให้เสร็จในคืนนี้
โอ้... วันที่ฉันจะได้พักผ่อนสลายหายไปกับตา
ช๊อคมากเลยตอนได้ยินอย่างนั้น
ตอนสี่ทุ่มครึ่งเวลาที่จะต้องได้แสดงซ่อมให้พี่ดูนั้น
คอมเมนท์คราวนี้เหมือนจะเยอะกว่าครั้งแรกที่เสดงให้ดูอีก
พอคอมเมนท์เสร็จตอนเที่ยงคืน ก็พบว่ามีอีกหลายจุดมากที่ต้องแก้
แล้วเราก็อยู่แก้งานกันไปเรื่อยๆ โดยมีพี่ๆ คอยเฝ้าให้คำแนะนำ
ลิมิตของเรามันก็หมดลงตอนตีสาม ไม่ไหวแล้ว
รู้สึกแย่มากๆ ว่าทำไมต้องอยู่ทำงานดึกๆ ด้วย
ถึงแม้ว่าเพื่อนๆ หลายคนจะอยู่กันได้
แต่เรามีบ้านให้กลับ มีครอบครัวให้ดูแล
จะให้กลับดึกแบบนี้ไปตลอดมันก็ไม่ไหวนะ
พอแล้วหละ จะไม่อยู่ทำงานดึกๆ กับงานที่ไร้สาระอีกแล้ว
หมดกำลังใจในการทำงานเมเจอร์ไปแล้ว
อย่าให้หมดใจที่จะรักเมเจอร์นี้อีกอย่างนึงเลย
Subscribe to:
Posts (Atom)