หมายเหตุ: สามารถนำโครงเรื่องไปใช้ต่อได้ตามสะดวกนะครับ
Story:
หลายพันปีที่แล้ว เราอาจรู้จักการปลูกข้าว เพื่อให้ดำรงชีวิตได้สะดวกขึ้น
หลายร้อยปีที่แล้ว เราอาจรู้จักการปลูกฝี เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานโรคให้ดีขึ้น
หลายสิบปีที่แล้ว เราอาจรู้จักการปลูกถ่าย เพื่อดูแลชีวิตให้ยืนยาวยิ่งขึ้น
และในตอนนี้ เราอาจติดเกมปลูกผัก ซึ่งทำให้เรารู้จักเพื่อนมากยิ่งขึ้น (เหรอ?)
แต่สำหรับในอนาคต จะมีการปลูกฝังความคิดขึ้นในสมองของเรา
ซึ่งต่างจากการปลูกฝังความคิดสมัยก่อน ที่ไม่สามารถวัดผลสำฤทธิ์ได้ดีนัก
โดยลักษณะของหน่วยความคิดที่ปลูกฝังนี้ จะเป็นหน่วยความคิดที่มีชีวิต
เป็นสิ่งมีชีวิตข้อมูลที่อาศัยอยู่ได้โดยไม่ต้องการกายหยาบ
เป็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบในมุมมองของเรา
ในอนาคต รัฐบาลจะทำการปลูกฝังความคิดลงในสมองของเด็กเกิดใหม่ทุกคน
มันจะคอยทำหน้าที่ตรวจจับ ตักเตือน และรายงานพฤติกรรมต่างๆ ของเราไปยังรัฐ
นี่อาจดูเหมือนการเป็นเผด็จการ แต่แท้จริงแล้วนี่คือประชาธิปไตยเต็มขั้น
เพราะนี่คือการเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่เป็นไปได้
My Comment:
1. ในนิยายวิทยาศาสตร์หลายๆ เรื่องนั้น การจะสำรวจตรวจตราความรู้สึกนึกคิดของเราต้องใช้เครื่องมือจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ตรวจม่านตาเอย หัวใจเอย ...ทำไมไม่ฝังมันเข้าสมองไปเลยหละครับ?
2. แต่เรื่องสิ่งมีชีวิตข้อมูลนี้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใได้ยากมาก และจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีตัวอย่างดีๆ ซักเท่าไหร่ให้ดูกัน ถ้าจะเอาใกล้เคียงที่สุดก็คงเป็นไวรัสคอมพิวเตอร์หละครับ
3. ทีนี้ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ถ้านักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาระบบการทำงานของสมองจนเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว เราก็อาจสร้างสิ่งมีชีวิตข้อมูลลงในสมองของเราก็ได้ ใครจะไปรู้
4. ในอนาคต โลกอาจจะสะอาดขึ้นจนเราลืมเรื่อง "ยาถ่ายพยาธิลำไส้" กันไปเลย แต่อาจมี "ยาถ่ายพยาธิสมอง" เข้ามาแทนก็ได้ครับ อึ้ย >.<
อธิบายชื่อตอน "คอมพลีทกราฟ n ที่มีเส้นเป็น 2n"
ในทฤษฎีกราฟ คอมพลีทกราฟคือกราฟที่มีเส้นเชื่อมครบทุกจุด
สามารถเขียนเป็นสัญลักษณ์ได้ คือ Kn สำหรับ n = 1,2,3,...
เมื่อเราลองหา Kn ลำดับแรกๆ (อุปนัยเชิงคณิตศาสตร์)
จะพบว่า จำนวนเส้นของ Kn นั้นจะเท่ากับ n(n-1)/2
แทนค่า n(n-1)/2 = 2n แก้สมการ ได้คำตอบคือ n = 0,5
แต่เนื่องจาก n เป็นจำนวนเต็มบวก ดังนั้น n = 5 ครับ ^^
Jun 13, 2010
May 28, 2010
เรื่องสั้นแนวลองทด หลายวิธีสร้างโดยค่าของครึ่ง
หมายเหตุ: สามารถนำโครงเรื่องไปใช้ต่อได้ตามสะดวกนะครับ
Story:
กริ๊งงง... เสียงกริ่งดังขึ้นจากโต๊ะอาจารย์ นั่นหมายถึงการสอบได้เริ่มขึ้นแล้ว
เบื้องหน้านักเรียนแต่ละคน คือลูกแก้วทรงกลมลูกใหญ่ประมาณผู้จ้องมอง
บนผิวลูกแก้วแต่ละลูกนั้น ก็พลันถูกลากเส้นเป็นรูปร่างแปลกๆ แตกต่างกันไป
บ้างเป็นเส้นตรงยาวเหยียดวนรอบลูกแก้วทรงกลมนั้น
บ้างเป็นเส้นโค้งวกไปวนไปมาจวบจนจบจุดเริ่มต้น
และบ้างเป็นวงกลมวงรีที่สมมาตรสมบูรณ์
ผ่านไปไม่ถึงอึดใจ ก็มีเสียงกริ่งครั้งที่สองดังขึ้น นั่นหมายถึงหมดเวลาทำข้อสอบข้อแรก
พลันทันใดข้อสอบข้อที่สองก็ปรากฎ ลูกแก้วทรงกลมยักษ์ทั้งหลายนั้นก็เกิดแสงสว่างวาบ
แต่ใช่ว่าทุกแสงจะเหมือนกัน
บางแสงนั้นสว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าใครเพื่อน แต่ก็ดับวูบลงในทันทีทันใด
ส่วนบางแสงนั้นกลับสงบนิ่ง แต่ก็ส่องแสงต่อไปอย่างเรื่องรอง
มีผู้สอบไม่ผ่านไปมากกว่าครึ่งแล้ว...
หลังจากการเฝ้าสังเกตลูกแก้วอย่างยาวนาน ก็เริ่มเกิดรูปร่างขึ้นภายใน
บ้างเป็นโครงร่างตาข่ายใหญ่ ถักทอภายในจากเม็ดทราย
บ้างเป็นทรงกลมอัดแน่นสว่างเรืองรอง แต่ไม่นานก็พลันยุบสลายหายไป
บ้างเป็นลำแท่งใหญ่สวยงาม แต่ปล่อยไว้ไม่นานก็กระจายหายลับตา
ผู้เข้าสอบถอดใจ หายไปมากกว่าที่คิด...
...เนิ่นนาน ไม่มีกริ่งที่สามสำหรับยุติการสอบ
เพราะจักรวาลที่เหลือรอดเป็นจักรวาลสุดท้ายเท่านั้นที่จะได้รับชัย
My Comment:
1. บางที ใครจะไปรู้ ว่าจักรวาลที่เราอาศัยอยู่นี้อาจเป็นเพียงข้อสอบของนักเรียนกลุ่มหนึ่งก็ได้
2. จักวาลมีมากมากหลากหลายเหลือคณานับ เพียงแค่เปลี่ยนเงือนไขเริ่มต้นเล็กน้อย ผลลัพท์ที่ได้นั้นย่อมแตกต่างกันมหาศาล
3. สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราก็เป็นเพียงแค่หนูทดลองในจักรวาลที่กว้างใหญ่นี้เท่านั้น แต่เราก็อยากให้การทดลองนี้สำเร็จมิใช่หรือ
อธิบายชื่อตอน "หลายวิธีสร้างโดยค่าเพียงครึ่ง"
ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์พื้นฐานที่สุดคือ บวก +
เมื่อคณิตศาสตร์เจริญขึ้น เรารู้จักตัวดำเนินการต่อมาคือ คุณ x
จนกระทั่งได้มีการคำนวณเลขใหญ่ๆ เราจึงประดิษฐ์ ยกกำลัง ^
สมมติให้ค่าครึ่งหนึ่งของตัวเลขตอนนี้คือ n
จะได้ว่า n+n = nxn = n^n
เมื่อเราลองแก้สมการนี้ดูแล้ว จะพบว่า n = 2
ดังนั้น ค่าเต็มของตัวเลขตอนนี้คือ 4 ครับ ^^
Story:
กริ๊งงง... เสียงกริ่งดังขึ้นจากโต๊ะอาจารย์ นั่นหมายถึงการสอบได้เริ่มขึ้นแล้ว
เบื้องหน้านักเรียนแต่ละคน คือลูกแก้วทรงกลมลูกใหญ่ประมาณผู้จ้องมอง
บนผิวลูกแก้วแต่ละลูกนั้น ก็พลันถูกลากเส้นเป็นรูปร่างแปลกๆ แตกต่างกันไป
บ้างเป็นเส้นตรงยาวเหยียดวนรอบลูกแก้วทรงกลมนั้น
บ้างเป็นเส้นโค้งวกไปวนไปมาจวบจนจบจุดเริ่มต้น
และบ้างเป็นวงกลมวงรีที่สมมาตรสมบูรณ์
ผ่านไปไม่ถึงอึดใจ ก็มีเสียงกริ่งครั้งที่สองดังขึ้น นั่นหมายถึงหมดเวลาทำข้อสอบข้อแรก
พลันทันใดข้อสอบข้อที่สองก็ปรากฎ ลูกแก้วทรงกลมยักษ์ทั้งหลายนั้นก็เกิดแสงสว่างวาบ
แต่ใช่ว่าทุกแสงจะเหมือนกัน
บางแสงนั้นสว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าใครเพื่อน แต่ก็ดับวูบลงในทันทีทันใด
ส่วนบางแสงนั้นกลับสงบนิ่ง แต่ก็ส่องแสงต่อไปอย่างเรื่องรอง
มีผู้สอบไม่ผ่านไปมากกว่าครึ่งแล้ว...
หลังจากการเฝ้าสังเกตลูกแก้วอย่างยาวนาน ก็เริ่มเกิดรูปร่างขึ้นภายใน
บ้างเป็นโครงร่างตาข่ายใหญ่ ถักทอภายในจากเม็ดทราย
บ้างเป็นทรงกลมอัดแน่นสว่างเรืองรอง แต่ไม่นานก็พลันยุบสลายหายไป
บ้างเป็นลำแท่งใหญ่สวยงาม แต่ปล่อยไว้ไม่นานก็กระจายหายลับตา
ผู้เข้าสอบถอดใจ หายไปมากกว่าที่คิด...
...เนิ่นนาน ไม่มีกริ่งที่สามสำหรับยุติการสอบ
เพราะจักรวาลที่เหลือรอดเป็นจักรวาลสุดท้ายเท่านั้นที่จะได้รับชัย
My Comment:
1. บางที ใครจะไปรู้ ว่าจักรวาลที่เราอาศัยอยู่นี้อาจเป็นเพียงข้อสอบของนักเรียนกลุ่มหนึ่งก็ได้
2. จักวาลมีมากมากหลากหลายเหลือคณานับ เพียงแค่เปลี่ยนเงือนไขเริ่มต้นเล็กน้อย ผลลัพท์ที่ได้นั้นย่อมแตกต่างกันมหาศาล
3. สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราก็เป็นเพียงแค่หนูทดลองในจักรวาลที่กว้างใหญ่นี้เท่านั้น แต่เราก็อยากให้การทดลองนี้สำเร็จมิใช่หรือ
อธิบายชื่อตอน "หลายวิธีสร้างโดยค่าเพียงครึ่ง"
ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์พื้นฐานที่สุดคือ บวก +
เมื่อคณิตศาสตร์เจริญขึ้น เรารู้จักตัวดำเนินการต่อมาคือ คุณ x
จนกระทั่งได้มีการคำนวณเลขใหญ่ๆ เราจึงประดิษฐ์ ยกกำลัง ^
สมมติให้ค่าครึ่งหนึ่งของตัวเลขตอนนี้คือ n
จะได้ว่า n+n = nxn = n^n
เมื่อเราลองแก้สมการนี้ดูแล้ว จะพบว่า n = 2
ดังนั้น ค่าเต็มของตัวเลขตอนนี้คือ 4 ครับ ^^
May 2, 2010
1 ปีที่หายไป
หายหน้า ไปหนึ่งปี
ตัวเรานี้ ขออภัย
กลับมา เขียนบล๊อกใหม่
ต้องทำใจ ไม่เหมือนเดิม
ฝีมือ ด้อยลงไป
ฝึกฝนใหม่ เรียนเพิ่มเติม
บทความ จะพูนเพิ่ม
เริ่มตั้งแต่ บัดนี้ไป
ตัวเรานี้ ขออภัย
กลับมา เขียนบล๊อกใหม่
ต้องทำใจ ไม่เหมือนเดิม
ฝีมือ ด้อยลงไป
ฝึกฝนใหม่ เรียนเพิ่มเติม
บทความ จะพูนเพิ่ม
เริ่มตั้งแต่ บัดนี้ไป
May 1, 2010
เรียนโลกด้วยทฤษฎีเกม: บทนำแห่งทฤษฎีเกม
เมื่อ 9 ปีก่อน หนังเรื่อง A Beautiful Mind ได้ฤกษ์เข้าฉาย
หนังดีจนกวาดรางวัลออสการ์ แต่ผมก็ไม่ได้เข้าดูในโรงหรอก
(กว่าผมจะได้ดูก็เมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่ฉายทาง Free TV นี่เอง)
เพราะสิ่งน่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ แนวคิดที่ตัวละครค้นพบ...
เมื่อ 5 ปีก่อน มีหนังสือแปลกๆ เล่มหนึ่งวางบนแผงหนังสือ
หน้าปกหนังสือขอบอกว่า "เห่ยมาก" แถมเนื้อหายังรุนแรงอีก
คนใกล้ตัวผมหลายคนรับไม่ได้เพียงแค่อ่านบทแรกจบ...
...สิ่งที่จอห์น แนช พระเอกของเรื่องค้นพบก็คือ ทฤษฎีเกมครับ
และเค้าก็ได้รับรางวัลโนเบลร่วมจากผลงานนี้เมื่อ 16 ปีที่แล้ว
...หนังสือที่ผมพูดถึงเล่มนั้นคือ เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกมครับ
เขียนโดยคุณนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ ปัจจุบันพิมพ์ครั้งที่ 15 แล้ว
(ช่วยอุดหนุนกันด้วยนะครับ เล่มละ 120 เอง ^^ แอบโฆษณาให้)
จากมูลเหตุทั้งสองข้อนี้ ทำให้ผมเริ่มสนใจศึกษาทฤษฎีเกมขึ้นมา
และพบว่า มันเป็นทฤษฎีที่น่าทึ่งมาก เพราะด้วยวิธีที่เรียบง่าย
มันสามารถประยุกต์ไปใช้แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ
ฝอยมาเยอะละครับ เดี๋ยวตอนนี้จะมีแต่น้ำ ไม่มีเนื้อซะก่อน
งั้นมาเริ่มทำความเข้าใจกับ "เกม" กันก่อนครับ
"เกม" ในทางทฤษฎีเกมคือ เกมที่เล่นกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป
และผู้ที่เล่นเกมนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จากเกม
รูบิกจึงไม่ใช่เกม เพราะผู้เล่นแต่ละคนต่างเล่นรูบิกของตัวเอง
หมากล้อมเป็นเกม เพราะมีผู้เล่นสองคนแข่งกันจับจองพื้นที่
ดอทเอเป็นเกม เพราะมีผู้เล่นสองฝ่ายวางแผนรบกันอยู่
ความรักเป็นเกม เพราะมีผู้เล่นสองคน (อย่างต่ำ) อยู่ในสมรภูมินี้ ^^"
และเราสามารถแบ่งประเภทของเกมได้เป็น 2 แบบคือ
1. เกมที่ผลัดกันเล่น เช่น หมากล้อม หมากรุก
ในบล๊อกนี้ ผมจะไม่เน้นเกมแบบนี้ครับ เพราะชอบอีกแบบมากกว่า
2. เกมที่เล่นพร้อมกัน เช่น เป่ายิงฉุบ ดอทเอ
สำหรับเกมแบบนี้ ทั้งสองฝ่ายจะไม่รู้ก่อนว่าอีกฝ่ายจะเลือกทางไหน
แต่ละฝ่ายจะตัดสินใจสิ่งที่เลือกในใจ แล้วเผยกลยุทธ์พร้อมกัน
สิ่งที่เป็นเหมือนเงาตามตัวจากเกมแบบนี้คือ ตารางผลตอบแทน
ตารางผลตอบแทนจะแสดงถึงผลตอบแทนจากทางเลือกต่างๆ
เช่น ในเกมดอทเอ 5x5 เกมหนึ่ง ฝ่ายต้นไม้กำลังได้เปรียบ
จึงรวบรวมกำลังทั้งหมดเพื่อบุกฝ่ายบัลลังก์ครั้งเดียว
เขียนเป็นตารางผลตอบแทนได้ดังนี้
จุดประสงค์ที่แท้จริงของเกมนี้ ไม่ใช่การไล่ฆ่าให้ได้มากที่สุด
แต่เป็นการทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่หลบอยู่หลังป้อมใหญ่
ซึ่งป้อมใหญ่นั้นแข็งแรงมาก การจะทำลายต้องใช้ฮีโรหลายตัว
ดังนั้น การรักษาชีวิตฮีโรฝ่ายตนเองไว้จึงมีค่ามากที่สุดนะครับ
กรณีแรก ฝ่ายต้นไม้บุกกลาง และฝ่ายบัลลังก์ป้องกันกลาง
ค่าที่ได้คือ (-2,-2) หมายความว่าแต่ละฝ่ายเสียฮีโรฝ่ายละ 2 ตัว
ฮีโรฝ่ายต้นไม้ที่เหลือหนีออกมาเพราะดันป้อมใหญ่ต่อไม่ไหว
ส่วนฮีโรฝ่ายบัลลังก์ก็ไม่เหลือพลังชีวิตพอที่จะไล่ตาม
กรณีต่อมา ฝ่ายต้นไม้บุกกลาง ฝ่ายบัลลังก์ป้องกันข้าง
ค่าที่ได้คือ (-1,-3) เนื่องจากฝ่ายบัลลังก์ป้องกันผิดที่
ทำให้ฮีโรโดนลอบฆ่าตายไปถึง 3 ตัว ฮีโรที่เหลือหนีไปเติมพลัง
ส่วนอีกฝ่ายตายแค่ตัวเดียว ฝ่ายต้นไม้จึงทำลายป้อมใหญ่ได้
กรณีที่สาม ฝ่ายต้นไม้บุกป้อมข้าง ฝ่ายบัลลังก์กันกลาง
ค่าที่ได้คือ (-3,-5) ฝ่ายต้นไม้สามารถลอบฆ่าอีกฝ่ายได้หมดเลย
แต่ก็ต้องเสียฮีโรไปถึง 3 ตัว ฮีโรที่เหลือจึงตีป้อมใหญ่ไม่ไหว
กรณีสุดท้าย ฝ่ายต้นไม้บุกข้าง และฝ่ายบัลลังก์ก็กันข้างเช่นกัน
ค่าที่ได้คือ (-5,-4) คราวนี้กลายเป็นฝ่ายต้นไม้ที่เพลี่ยงพล้ำ
สูญเสียฮีโรหมดทุกตัว แม้ฝ่ายบัลลังก์จะเหลือฮีโรแค่หนึ่ง
แต่ก็ทำให้สวนกลับเร็วและได้เปรียบทันที
จากตาราง จะเห็นว่ากลยุทธ์ที่ดีของฝ่ายต้นไม้คือบุกป้อมกลาง
เพราะไม่ว่าฝ่ายบัลลังก์จะเลือกตั้งรับทางป้อมไหนไหนก็ตาม
ฝ่ายต้นไม้จะเสียฮีโรน้อยกว่าเลือกบุกเข้าไปทางป้อมข้างเสมอ
ดังนั้นเราจึงเรียกว่า ฝ่ายต้นไม้มีกลยุทธ์เด่นคือการบุกป้อมกลาง
ทีนี้ ลองมาพิจรณาจากฝั่งบัลลังก์บ้าง จะเห็นว่าไม่มีกลยุทธ์เด่น
ฝ่ายบัลลังก์อยากเสียฮีโรน้อยที่สุด แต่ไม่รู้ว่าจะถูกบุกทางไหน
ถ้าอีกฝ่ายบุกป้อมกลาง ฝ่ายบัลลังก์ควรตั้งรับอยู่ที่ป้อมกลาง
แต่ถ้าอีกฝ่ายบุกป้อมข้าง ฝ่ายบัลลังก์สามารถสวนกลับได้
ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงแม้ว่าฝ่ายบัลลังก์จะไม่มีกลยุทธ์เด่นเป็นของตัวเอง
แต่เมื่อพิจรณากลยุทธ์เด่นของอีกฝ่ายแล้ว ก็จะได้คำตอบออกมา
คือฝ่ายบัลลังก์ควรจะตั้งรับอยู่ที่ป้อมกลางครับ
ต่อไปนี้ เมื่อเจอสถานะการณ์ในชีวิตประจำวัน
ลองประยุกต์ใช้ทฤษฎีเกมในการแก้ปัญหาดูครับ
หากลยุทธ์เด่นให้เจอแล้วลุยอย่างไรกังวลได้เลย ^^
หนังดีจนกวาดรางวัลออสการ์ แต่ผมก็ไม่ได้เข้าดูในโรงหรอก
(กว่าผมจะได้ดูก็เมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่ฉายทาง Free TV นี่เอง)
เพราะสิ่งน่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ แนวคิดที่ตัวละครค้นพบ...
เมื่อ 5 ปีก่อน มีหนังสือแปลกๆ เล่มหนึ่งวางบนแผงหนังสือ
หน้าปกหนังสือขอบอกว่า "เห่ยมาก" แถมเนื้อหายังรุนแรงอีก
คนใกล้ตัวผมหลายคนรับไม่ได้เพียงแค่อ่านบทแรกจบ...
...สิ่งที่จอห์น แนช พระเอกของเรื่องค้นพบก็คือ ทฤษฎีเกมครับ
และเค้าก็ได้รับรางวัลโนเบลร่วมจากผลงานนี้เมื่อ 16 ปีที่แล้ว
...หนังสือที่ผมพูดถึงเล่มนั้นคือ เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกมครับ
เขียนโดยคุณนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ ปัจจุบันพิมพ์ครั้งที่ 15 แล้ว
(ช่วยอุดหนุนกันด้วยนะครับ เล่มละ 120 เอง ^^ แอบโฆษณาให้)
จากมูลเหตุทั้งสองข้อนี้ ทำให้ผมเริ่มสนใจศึกษาทฤษฎีเกมขึ้นมา
และพบว่า มันเป็นทฤษฎีที่น่าทึ่งมาก เพราะด้วยวิธีที่เรียบง่าย
มันสามารถประยุกต์ไปใช้แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ
ฝอยมาเยอะละครับ เดี๋ยวตอนนี้จะมีแต่น้ำ ไม่มีเนื้อซะก่อน
งั้นมาเริ่มทำความเข้าใจกับ "เกม" กันก่อนครับ
"เกม" ในทางทฤษฎีเกมคือ เกมที่เล่นกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป
และผู้ที่เล่นเกมนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จากเกม
รูบิกจึงไม่ใช่เกม เพราะผู้เล่นแต่ละคนต่างเล่นรูบิกของตัวเอง
หมากล้อมเป็นเกม เพราะมีผู้เล่นสองคนแข่งกันจับจองพื้นที่
ดอทเอเป็นเกม เพราะมีผู้เล่นสองฝ่ายวางแผนรบกันอยู่
ความรักเป็นเกม เพราะมีผู้เล่นสองคน (อย่างต่ำ) อยู่ในสมรภูมินี้ ^^"
และเราสามารถแบ่งประเภทของเกมได้เป็น 2 แบบคือ
1. เกมที่ผลัดกันเล่น เช่น หมากล้อม หมากรุก
ในบล๊อกนี้ ผมจะไม่เน้นเกมแบบนี้ครับ เพราะชอบอีกแบบมากกว่า
2. เกมที่เล่นพร้อมกัน เช่น เป่ายิงฉุบ ดอทเอ
สำหรับเกมแบบนี้ ทั้งสองฝ่ายจะไม่รู้ก่อนว่าอีกฝ่ายจะเลือกทางไหน
แต่ละฝ่ายจะตัดสินใจสิ่งที่เลือกในใจ แล้วเผยกลยุทธ์พร้อมกัน
สิ่งที่เป็นเหมือนเงาตามตัวจากเกมแบบนี้คือ ตารางผลตอบแทน
ตารางผลตอบแทนจะแสดงถึงผลตอบแทนจากทางเลือกต่างๆ
เช่น ในเกมดอทเอ 5x5 เกมหนึ่ง ฝ่ายต้นไม้กำลังได้เปรียบ
จึงรวบรวมกำลังทั้งหมดเพื่อบุกฝ่ายบัลลังก์ครั้งเดียว
เขียนเป็นตารางผลตอบแทนได้ดังนี้
| บัลลังก์น้ำแข็ง | |||
| ป้อมกลาง | ป้อมข้าง | ||
| ต้นไม้ โลก | ป้อมกลาง | (-2,-2) | (-1,-3) |
| ป้อมข้าง | (-3,-5) | (-5,-4) | |
จุดประสงค์ที่แท้จริงของเกมนี้ ไม่ใช่การไล่ฆ่าให้ได้มากที่สุด
แต่เป็นการทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่หลบอยู่หลังป้อมใหญ่
ซึ่งป้อมใหญ่นั้นแข็งแรงมาก การจะทำลายต้องใช้ฮีโรหลายตัว
ดังนั้น การรักษาชีวิตฮีโรฝ่ายตนเองไว้จึงมีค่ามากที่สุดนะครับ
กรณีแรก ฝ่ายต้นไม้บุกกลาง และฝ่ายบัลลังก์ป้องกันกลาง
ค่าที่ได้คือ (-2,-2) หมายความว่าแต่ละฝ่ายเสียฮีโรฝ่ายละ 2 ตัว
ฮีโรฝ่ายต้นไม้ที่เหลือหนีออกมาเพราะดันป้อมใหญ่ต่อไม่ไหว
ส่วนฮีโรฝ่ายบัลลังก์ก็ไม่เหลือพลังชีวิตพอที่จะไล่ตาม
กรณีต่อมา ฝ่ายต้นไม้บุกกลาง ฝ่ายบัลลังก์ป้องกันข้าง
ค่าที่ได้คือ (-1,-3) เนื่องจากฝ่ายบัลลังก์ป้องกันผิดที่
ทำให้ฮีโรโดนลอบฆ่าตายไปถึง 3 ตัว ฮีโรที่เหลือหนีไปเติมพลัง
ส่วนอีกฝ่ายตายแค่ตัวเดียว ฝ่ายต้นไม้จึงทำลายป้อมใหญ่ได้
กรณีที่สาม ฝ่ายต้นไม้บุกป้อมข้าง ฝ่ายบัลลังก์กันกลาง
ค่าที่ได้คือ (-3,-5) ฝ่ายต้นไม้สามารถลอบฆ่าอีกฝ่ายได้หมดเลย
แต่ก็ต้องเสียฮีโรไปถึง 3 ตัว ฮีโรที่เหลือจึงตีป้อมใหญ่ไม่ไหว
กรณีสุดท้าย ฝ่ายต้นไม้บุกข้าง และฝ่ายบัลลังก์ก็กันข้างเช่นกัน
ค่าที่ได้คือ (-5,-4) คราวนี้กลายเป็นฝ่ายต้นไม้ที่เพลี่ยงพล้ำ
สูญเสียฮีโรหมดทุกตัว แม้ฝ่ายบัลลังก์จะเหลือฮีโรแค่หนึ่ง
แต่ก็ทำให้สวนกลับเร็วและได้เปรียบทันที
จากตาราง จะเห็นว่ากลยุทธ์ที่ดีของฝ่ายต้นไม้คือบุกป้อมกลาง
เพราะไม่ว่าฝ่ายบัลลังก์จะเลือกตั้งรับทางป้อมไหนไหนก็ตาม
ฝ่ายต้นไม้จะเสียฮีโรน้อยกว่าเลือกบุกเข้าไปทางป้อมข้างเสมอ
ดังนั้นเราจึงเรียกว่า ฝ่ายต้นไม้มีกลยุทธ์เด่นคือการบุกป้อมกลาง
ทีนี้ ลองมาพิจรณาจากฝั่งบัลลังก์บ้าง จะเห็นว่าไม่มีกลยุทธ์เด่น
ฝ่ายบัลลังก์อยากเสียฮีโรน้อยที่สุด แต่ไม่รู้ว่าจะถูกบุกทางไหน
ถ้าอีกฝ่ายบุกป้อมกลาง ฝ่ายบัลลังก์ควรตั้งรับอยู่ที่ป้อมกลาง
แต่ถ้าอีกฝ่ายบุกป้อมข้าง ฝ่ายบัลลังก์สามารถสวนกลับได้
ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงแม้ว่าฝ่ายบัลลังก์จะไม่มีกลยุทธ์เด่นเป็นของตัวเอง
แต่เมื่อพิจรณากลยุทธ์เด่นของอีกฝ่ายแล้ว ก็จะได้คำตอบออกมา
คือฝ่ายบัลลังก์ควรจะตั้งรับอยู่ที่ป้อมกลางครับ
ต่อไปนี้ เมื่อเจอสถานะการณ์ในชีวิตประจำวัน
ลองประยุกต์ใช้ทฤษฎีเกมในการแก้ปัญหาดูครับ
หากลยุทธ์เด่นให้เจอแล้วลุยอย่างไรกังวลได้เลย ^^
Apr 29, 2010
The Show
I'm just a little bit caught in the middle
Life is a maze and love is a riddle
ฮาๆๆ จริงๆ เพลงนี้ไม่ได้เก่าเลยนะ แต่ผมจัดเข้ากรุไปแล้วหละ
แต่จะว่าไป เพลงนี้ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่เลย
ไม่เชื่อลองกลับไปฟังเพลง "สุขกันเถอะเรา" สิครับ
โลกคือละคร ทุกตอนต้องแสดง ทุกคนทนไป
อย่าอาลัย ยิ้มกันสู้ไป จะได้สบาย
จะว่าไป ชีวิตคนเรามันก็เหมือนเดินทางอยู่ในเขาวงกตอันซับซ้อน
ทุกคนต้องก้าวเข้ามาเล่นเกมนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ตั้งแต่ลืมตาดูโลก
แต่น้อยคนนัก ที่กำลังรู้ตัวอยู่ว่า เราอยู่ในเขาวงกตอันซับซ้อน
และยิ่งน้อยคนเข้าไปอีก ที่จะสามารถหาวิธีออกได้
จริงๆ แล้ว วิธีที่จะออกจากเขาวงกตนั้นมันง่ายมากๆ เลยหละครับ
ง่ายเสียจนไม่น่าเชื่อว่า มันจะมีวิธีแก้ปัญหาอะไรที่ง่ายกว่านี้ได้อีก
นั่นก็คือ ถ้าเราเลือกที่จะเดินทางซ้าย ก็จงเลือกเดินทางซ้ายเรื่อยๆ
แต่ถ้าตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะเดินทางขวา ก็จงเดินทางขวาเรื่อยๆ
ง่ายมั้ยครับ!
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังมีสิ่งนึงที่ต้องคำนึงถึง (ซึ่งมันก็เป็นกฎของเกมอยู่แล้ว)
คือ เมื่อไหร่ที่เจอทางตัน จงหันหลังกลับทันที!!!
วิธีแก้ปัญหานี้ ถึงแม้จะพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ แต่มันก็ดูไม่เข้าท่านัก
เพราะตอนที่เล่นเกมเขาวงกตบนกระดาษ ย่อมหาทางออกได้สั้นกว่านี้มาก
แล้วมันจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดจริงหรือ?
ใช่ครับ มันไม่ใช่วิธีที่เร็วที่สุดหรอก แต่เราต้องไม่ลืมว่าเราอยู่ในเขาวงกต
ไม่ได้อยู่นอกเขาวงกต แล้วมองย้อนกลับเข้ามาเหมือนเล่นเกมบนกระดาษ
แต่นี่ก็ไม่ใช่สัณนิษฐานที่เลวเลย เพราะถ้าเราสามารถรู้ได้ว่า ทางไหนตัน
เราก็จะไม่เสียเวลาเข้าไปในเส้นทางนั้นครับ
จำไว้นะครับ วิธีที่จะชนะเกมเขาวงกตนี้ได้ คือ
1.เลือกเลยว่าจะซ้ายตลอดหรือขวาตลอด
2.เจอทางตันเมื่อไหร่ หันหลังกลับทันที
เช่นกันกับเกมเขาวงกตแห่งชีวิต วิธีชนะก็ไม่แตกต่างกัน นั่นก็คือ
1.หนักแน่นในสิ่งที่ตนกำลังทำ อย่าเปลี่ยนใจหรือหันหลังกลับเร็วเกินไป
2.แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้ว่าสุดสายเป็นทางตัน หันกลับทันทีไม่ต้องคิดเลยครับ
3.สละเวลาเล็กน้อยเพื่อศึกษาเส้นทางอื่น จากคนที่เคยไปทางนั้นมาแล้ว
4.ไม่จำเป็นต้องเดินไปตามทางทีละทาง! เพราะเราแยกร่างได้ในชีวิตจริง
ขอให้ประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตครับ ^^
อ๋อ สุดท้ายนี้ รู้สึกเสียดายอะไรอย่างนึงเวลาเล่นเกมนี้จังเลยแฮะ
งั้นก็ขอบ่นตามตอนจบของเพลงนี้ละกัน (ไม่ได้เขียนถึงเพลงเล้ย ฮา)
I want my money back
I want my money back
I want my money back
Just enjoy the show
Feb 21, 2010
การจองจำที่ยาวนานที่สุดในชีวิต
กฎหมายไทยระบุไว้ว่า ผู้ใดกระทำความผิด ต้องถูกลงโทษด้วยการติดคุก
ซึ่งความยาวนานของการติดคุกนั้น จำกัดไว้ที่ 20 ปี
(กฎหมายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน นี้สนใจควรศึกษาเพิ่มเติม)
ขึ้นชื่อว่าคุก คงไม่มีใครอยากเข้าไปอยู่เป็นแน่
อย่าว่าแต่ 20 ปีเลย แค่วินาทีเดียวที่นึกถึงมันก็ทำให้หดหู่แล้ว
แต่เชื่อหรือไม่ว่า มีคุกที่สามารถกักขังเราไว้นานกว่านั้น
แถมยังกักขังได้ทุกคนอีกด้วย
คุกแห่งนั้นมีชื่อว่า ร่างกาย นั่นเอง
เจ้าร่างกายนี่แหละ ที่คอยบังคับให้เราทำอะไรๆ
หิวก็กิน เหนื่อยก็นอน เมื่อยก็พัก ง่วงก็หลับ
เห็นได้ว่า จิตใจเรานั้น พ่ายแพ้ต่อร่างกายโดยสิ้นเชิง
พระพุทธเจ้าจึงกล่าวไว้ว่า ชนะอะไรก็ไม่เท่าชนะใจตน
ถึงแม้ร่างกายจะเป็นฝ่ายกักขังจิตใจเราไว้ก็จริง
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมทำตามร่างกายไปหมดทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นอาการที่แสดงออก (เหนื่อย เมื่อย หิว ง่วง)
หรือเป็นอาการที่ไม่แสดงออกก็ตาม (ความคิด ความรู้สึก)
ดังนั้น เราจึงควรฝึกจิตใจให้รู้เท่าทันร่างกายและความคิด
เพื่อไม่ให้จิตตกเป็นเหยื่อความกระหายของกายมากเกินไป
ไม่เช่นนั้น จิตใจเราก็จะไร้ระเบียบและแตกซ่านได้
- - - - -
แต่ก่อนผมเป็นเด็กสองโลก คือโลกแห่งพุทธะและคริสตะ
เติบโตในสังคมแบบพุทธ แต่ถูกส่งไปเรียนโรงเรียนคริสต์
เลยทำให้ผมสงสัยในเรื่องราวเหล่านี้เรื่อยมา
มันทำให้ผมนอนใจไม่ได้ จนออกไปค้นหาความจริง
และสิ่งที่ผมค้นพบในท้ายที่สุดแล้ว ทั้งสองนั้นก็ไม่ต่างอะไรกันเลย
ผมตกผลึก เก็บเกี่ยว และบากบั่นมุ่งไป
พร้อมๆ กับทำใจให้สงบนิ่ง ไร้สิ่งรบกวนให้ขุ่นหมอง
แต่ตอนนี้ สมาธิที่เคยมีมาก่อนนั้นหายไป
ผมรู้สึกเหมือนสูญเสียอะไรบางอย่างในชีวิตไป
ผมเลยตั้งใจออกเดินทางอีกครั้งหนึ่ง
เดินทางไปด้วยกันมั้ยครับ
ทำมะ?
ซึ่งความยาวนานของการติดคุกนั้น จำกัดไว้ที่ 20 ปี
(กฎหมายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน นี้สนใจควรศึกษาเพิ่มเติม)
ขึ้นชื่อว่าคุก คงไม่มีใครอยากเข้าไปอยู่เป็นแน่
อย่าว่าแต่ 20 ปีเลย แค่วินาทีเดียวที่นึกถึงมันก็ทำให้หดหู่แล้ว
แต่เชื่อหรือไม่ว่า มีคุกที่สามารถกักขังเราไว้นานกว่านั้น
แถมยังกักขังได้ทุกคนอีกด้วย
คุกแห่งนั้นมีชื่อว่า ร่างกาย นั่นเอง
เจ้าร่างกายนี่แหละ ที่คอยบังคับให้เราทำอะไรๆ
หิวก็กิน เหนื่อยก็นอน เมื่อยก็พัก ง่วงก็หลับ
เห็นได้ว่า จิตใจเรานั้น พ่ายแพ้ต่อร่างกายโดยสิ้นเชิง
พระพุทธเจ้าจึงกล่าวไว้ว่า ชนะอะไรก็ไม่เท่าชนะใจตน
ถึงแม้ร่างกายจะเป็นฝ่ายกักขังจิตใจเราไว้ก็จริง
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมทำตามร่างกายไปหมดทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นอาการที่แสดงออก (เหนื่อย เมื่อย หิว ง่วง)
หรือเป็นอาการที่ไม่แสดงออกก็ตาม (ความคิด ความรู้สึก)
ดังนั้น เราจึงควรฝึกจิตใจให้รู้เท่าทันร่างกายและความคิด
เพื่อไม่ให้จิตตกเป็นเหยื่อความกระหายของกายมากเกินไป
ไม่เช่นนั้น จิตใจเราก็จะไร้ระเบียบและแตกซ่านได้
- - - - -
แต่ก่อนผมเป็นเด็กสองโลก คือโลกแห่งพุทธะและคริสตะ
เติบโตในสังคมแบบพุทธ แต่ถูกส่งไปเรียนโรงเรียนคริสต์
เลยทำให้ผมสงสัยในเรื่องราวเหล่านี้เรื่อยมา
มันทำให้ผมนอนใจไม่ได้ จนออกไปค้นหาความจริง
และสิ่งที่ผมค้นพบในท้ายที่สุดแล้ว ทั้งสองนั้นก็ไม่ต่างอะไรกันเลย
ผมตกผลึก เก็บเกี่ยว และบากบั่นมุ่งไป
พร้อมๆ กับทำใจให้สงบนิ่ง ไร้สิ่งรบกวนให้ขุ่นหมอง
แต่ตอนนี้ สมาธิที่เคยมีมาก่อนนั้นหายไป
ผมรู้สึกเหมือนสูญเสียอะไรบางอย่างในชีวิตไป
ผมเลยตั้งใจออกเดินทางอีกครั้งหนึ่ง
เดินทางไปด้วยกันมั้ยครับ
ทำมะ?
Jan 5, 2010
รถชนรับปีใหม่
วันนี้ตื่นสายมาก เนื่องจากพึ่งผ่านค่ายใหญ่มา
ด้วยความรีบร้อนที่ต้องไปจัดการงานเก่าให้เสร็จ
เลยขับรถอย่างเร็วไปตามเส้นทางสายเดิมเหมือนทุกวัน
อาจด้วยเพราะขับเร็วกว่าปรกติมาก
จึงไม่รู้สึกว่า ทางตรงที่ขับเร็วได้นั้น กำลังจะหมดลง
เพราะทางโค้งสุดโหดที่ต้องจอทุกวันนั้นรออยู่ด้านหน้า
อาจด้วยเพราะความอ่อนเพลียของร่างกาย
ถึงแม้ว่าจะหลับนานมากหลังจากเสร็จค่ายใหญ่
แต่กล้ามเนื้อก็ยังคงล้าอยู่พอสมควร
และความรู้สึกช้ากว่าปรกติ
อาจด้วยเพราะผ่าฝืนกฏของตัวเอง
คือ ถ้าห่างการขับรถครั้งสุดท้ายมากกว่าสิบสองชั่วโมง
ต้องทำการวอร์มคนขับให้พร้อมครึ่งชั่วโมงก่อนลุย
อาจเพราะยางรถยนต์นั้น หมดสภาพไปแล้ว
เพราวิ่งมามากถึง 30,000 กิโลอย่างโชกโชน
ไม่ใช่ขับอย่างชักช้าในเมืองแต่อย่างใด
หรืออาจเป็นเพราะช่วงนี้ต้องรับเคราะห์
เพราะมือถือที่น่าจะหายดันหาเจอ
เลยมีเหตุให้ได้ขับรถชนแทน
แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร ผลสุดท้าย คือขับรถชน
ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะขับชนเลย ทางที่ขับทุกวันจนชินแท้ๆ
ยิ่งถ้าลดความเร็วได้อีก 10 km/h เหตุการณ์นี้ไม่มีทางเกิด
แต่เหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นแล้ว ด้วยความประมาทของผมเอง
รู้ทั้งรู้นะว่า มันพอแก้ไขได้ แต่ก็รู้แค่ทฤษฎี มันเลยช่วยไม่ได้
จะไปเรียนขับรถแข่งตอนนี้ มันก็สายไปเสียแล้ว
...
อาจเป็นข้อเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผมก็ได้
คือ เหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย
เดี๋ยวนี้ไม่มองแง่บวกหรือลบแล้ว มองแค่ว่ามันเกิดขึ้นอยู่อย่างนั้น
มันก็แค่เหตุการณ์หนึ่งในชีวิต จะถูกผิดดีชั่วก็อยู่ที่การปรุงแต่งของเราเอง
เพราะเหตุนี้หละมั้ง ที่ทำให้ไม่ว่าเจอเรื่องหนักแค่ไหน
ก็ไม่รู้สึกว่าต้องใช้พยายามเพื่อจะผ่านพ้นมันไปเลย
เพียงแค่อยู่เฉยๆ ทุกอย่างก็จะจางหายไปเอง
นี่แหละ ข้อเสียที่ทำให้ชีวิตเรา ดูไม่พัฒนา (ในสายตาคนอื่น) เลย
แต่เราก็ชอบนะ ชีวิตแบบนี้ แนวคิดแบบนี้
เพราะมันทำให้เราไม่สัมผัสถึงความทุกข์
แม้ว่าจะไม่พบความสุขเช่นกัน
เพราะสุขมาก ก็คือทุกข์น้อยนั่นเอง
สุขกับทุกข์ จังเป็นของคู่กัน เหมือนเหรียญคนละด้าน
ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเลือกมองเหรียญด้านไหน
ดังนั้น ถ้าต้องการละทิ้งความทุกข์ ก็ต้องละทิ้งความสุขไปด้วย
เหมือนที่ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า
"พระพุทธเจ้าสอนวิธีดับทุกข์ ไม่ใช่วิธีแสวงหาความสุข"
...
วันนี้ รู้สึกได้อย่างแรงกล้า ว่าเกิดสิ่งไม่ดีในชีวิตขึ้นครั้งใหญ่
และรู้สึกได้ว่า สิ่งร้ายๆ กำลังผ่านไป สิ่งดีๆ กำลังเข้ามา
รู้สึกดีใจ แต่ก็เตรียมตัวรับความเสียใจที่เกิดขึ้นแต่เนิ่นๆ
ถ้าจะขอสถาปนาวันนี้ เป็นวันขึ้นปีใหม่ คงไม่ผิดสินะ
แม้ว่า คนอื่นๆ จะไม่นับว่านี่เป็นวันปีใหม่ ก็ไม่เป็นไร
แค่ผมคนเดียว ที่นับวันนี้เป็นวันปีใหม่ ก็เพียงพอแล้ว
ลาก่อน ปีเก่าที่โศกเศร้าเสียใจ
ลาก่อน ปีเก่าที่เกิดเหตุร้ายๆ ในชีวิต
ลาก่อน ปีเก่าที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง
และลาก่อน ปีเก่าที่น่าจดจำที่สุดในชีวิต
ต่อแต่นี้ไป จะต้อนรับปีใหม่ที่ดีขึ้น
สวัสดีปีใหม่ครับ!
ด้วยความรีบร้อนที่ต้องไปจัดการงานเก่าให้เสร็จ
เลยขับรถอย่างเร็วไปตามเส้นทางสายเดิมเหมือนทุกวัน
อาจด้วยเพราะขับเร็วกว่าปรกติมาก
จึงไม่รู้สึกว่า ทางตรงที่ขับเร็วได้นั้น กำลังจะหมดลง
เพราะทางโค้งสุดโหดที่ต้องจอทุกวันนั้นรออยู่ด้านหน้า
อาจด้วยเพราะความอ่อนเพลียของร่างกาย
ถึงแม้ว่าจะหลับนานมากหลังจากเสร็จค่ายใหญ่
แต่กล้ามเนื้อก็ยังคงล้าอยู่พอสมควร
และความรู้สึกช้ากว่าปรกติ
อาจด้วยเพราะผ่าฝืนกฏของตัวเอง
คือ ถ้าห่างการขับรถครั้งสุดท้ายมากกว่าสิบสองชั่วโมง
ต้องทำการวอร์มคนขับให้พร้อมครึ่งชั่วโมงก่อนลุย
อาจเพราะยางรถยนต์นั้น หมดสภาพไปแล้ว
เพราวิ่งมามากถึง 30,000 กิโลอย่างโชกโชน
ไม่ใช่ขับอย่างชักช้าในเมืองแต่อย่างใด
หรืออาจเป็นเพราะช่วงนี้ต้องรับเคราะห์
เพราะมือถือที่น่าจะหายดันหาเจอ
เลยมีเหตุให้ได้ขับรถชนแทน
แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร ผลสุดท้าย คือขับรถชน
ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะขับชนเลย ทางที่ขับทุกวันจนชินแท้ๆ
ยิ่งถ้าลดความเร็วได้อีก 10 km/h เหตุการณ์นี้ไม่มีทางเกิด
แต่เหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นแล้ว ด้วยความประมาทของผมเอง
รู้ทั้งรู้นะว่า มันพอแก้ไขได้ แต่ก็รู้แค่ทฤษฎี มันเลยช่วยไม่ได้
จะไปเรียนขับรถแข่งตอนนี้ มันก็สายไปเสียแล้ว
...
อาจเป็นข้อเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผมก็ได้
คือ เหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย
เดี๋ยวนี้ไม่มองแง่บวกหรือลบแล้ว มองแค่ว่ามันเกิดขึ้นอยู่อย่างนั้น
มันก็แค่เหตุการณ์หนึ่งในชีวิต จะถูกผิดดีชั่วก็อยู่ที่การปรุงแต่งของเราเอง
เพราะเหตุนี้หละมั้ง ที่ทำให้ไม่ว่าเจอเรื่องหนักแค่ไหน
ก็ไม่รู้สึกว่าต้องใช้พยายามเพื่อจะผ่านพ้นมันไปเลย
เพียงแค่อยู่เฉยๆ ทุกอย่างก็จะจางหายไปเอง
นี่แหละ ข้อเสียที่ทำให้ชีวิตเรา ดูไม่พัฒนา (ในสายตาคนอื่น) เลย
แต่เราก็ชอบนะ ชีวิตแบบนี้ แนวคิดแบบนี้
เพราะมันทำให้เราไม่สัมผัสถึงความทุกข์
แม้ว่าจะไม่พบความสุขเช่นกัน
เพราะสุขมาก ก็คือทุกข์น้อยนั่นเอง
สุขกับทุกข์ จังเป็นของคู่กัน เหมือนเหรียญคนละด้าน
ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเลือกมองเหรียญด้านไหน
ดังนั้น ถ้าต้องการละทิ้งความทุกข์ ก็ต้องละทิ้งความสุขไปด้วย
เหมือนที่ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า
"พระพุทธเจ้าสอนวิธีดับทุกข์ ไม่ใช่วิธีแสวงหาความสุข"
...
วันนี้ รู้สึกได้อย่างแรงกล้า ว่าเกิดสิ่งไม่ดีในชีวิตขึ้นครั้งใหญ่
และรู้สึกได้ว่า สิ่งร้ายๆ กำลังผ่านไป สิ่งดีๆ กำลังเข้ามา
รู้สึกดีใจ แต่ก็เตรียมตัวรับความเสียใจที่เกิดขึ้นแต่เนิ่นๆ
ถ้าจะขอสถาปนาวันนี้ เป็นวันขึ้นปีใหม่ คงไม่ผิดสินะ
แม้ว่า คนอื่นๆ จะไม่นับว่านี่เป็นวันปีใหม่ ก็ไม่เป็นไร
แค่ผมคนเดียว ที่นับวันนี้เป็นวันปีใหม่ ก็เพียงพอแล้ว
ลาก่อน ปีเก่าที่โศกเศร้าเสียใจ
ลาก่อน ปีเก่าที่เกิดเหตุร้ายๆ ในชีวิต
ลาก่อน ปีเก่าที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง
และลาก่อน ปีเก่าที่น่าจดจำที่สุดในชีวิต
ต่อแต่นี้ไป จะต้อนรับปีใหม่ที่ดีขึ้น
สวัสดีปีใหม่ครับ!
Dec 31, 2009
ความทรงจำในห้องของฉัน
ใครต่อใครมักปรามาสวันรุ่นชายไว้ว่า ห้องรกอย่างกะรังหนู
เอาเป็นว่า พวกเค้าพูดถูกก็แล้วกัน เพราะผมนั้นเป็นข้อพิสูจน์ที่ดี
ถึงแม้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ มันจะไม่เคยรกเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่นั่นเป็นอานิสงส์จากการถูกจำกัดรายรับ และแม่ช่วยจัดห้องเสมอ
หลังจากอยู่ห้องเดิมมาหลายปี พร้อมกับอิสระที่เพิ่มขึ้น
ห้องมันก็ถึงจุดอิ่มตัว ค่าเอนโทรปีของห้องพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
(อึ่ม... อย่างน้อยก็ถึงขีดสุดความรับไหวของแม่หละนะ)
เป็นผลให้ต้องทำการลดเอนโทรปีห้องลง (แล้วเพิ่มเอนโทรปีที่อื่นแทน)
พูดให้เข้าใจง่ายไม่ใช้ภาษาวิทยาศาตร์ก็คือ จัดห้องนั่นแหละครับ
จัดห้องตั้งแต่เมื่อวานเช้า จนป่านนี้ยังจัดไม่เสร็จเลย (ป่าวอู้นะ ^^")
เจอสมบัติเก่าแก่ที่เก็บเอาไว้ อิอิ ตอนเด็กเราเก็บอะไรเยอะไปหมด
นั่งดูแต่ละอย่างก็ชวนรำลึกถึงความหลังได้เป็นอย่างดี
ไปเจอโครงการยื่นเสนอ NSC ตอนม.ต้น ก็นึกได้ถึงเพื่อนเก่า
เอ่อเนาะ เราทะเลาะกับเพื่อนจะเป็นจะตายได้ยังไงเนี่ย
ทั้งๆ ที่เรื่องมันก็ไม่มีอะไรเลย เกือบเสียเพื่อนดีๆ ไปแล้วมั้ยหละ
เจอชุดหมากล้อมที่เก็บไว้ เป็นชุดแรกในชีวิตเลย
ยังซื้อไม่เป็น&โกะไม่ดังยังไม่มีขาย เลยได้ขนาดเล็กกว่าปรกติทั่วไป
แต่ก็เล่นอย่างมีความสุข (แถมยังเจอเพลงประหลาดๆ ที่แต่งไว้อีก อิอิ)
เจอหนังสืออวกาศเยอะมากกก แค่ได้เห็นอีกครั้งก็มีความสุขแล้ว
เจอพวงกุญแจเยอะแยะเลย จำได้ว่าเป็นคนชอบเก็บสะสมพวงกุญแจมาก
เจออะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมดเลย มีความสุขจริงๆ ที่ได้จัดห้อง ^^
ก็อยากให้คนที่ได้แวะมาอ่าน มีความสุขกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตนะครับ
ทดสอบๆ ถ้าแก้ไขทีหลังแล้ว fb จะแก้ตามหรือ้ปล่าหว่า?
เอาเป็นว่า พวกเค้าพูดถูกก็แล้วกัน เพราะผมนั้นเป็นข้อพิสูจน์ที่ดี
ถึงแม้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ มันจะไม่เคยรกเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่นั่นเป็นอานิสงส์จากการถูกจำกัดรายรับ และแม่ช่วยจัดห้องเสมอ
หลังจากอยู่ห้องเดิมมาหลายปี พร้อมกับอิสระที่เพิ่มขึ้น
ห้องมันก็ถึงจุดอิ่มตัว ค่าเอนโทรปีของห้องพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
(อึ่ม... อย่างน้อยก็ถึงขีดสุดความรับไหวของแม่หละนะ)
เป็นผลให้ต้องทำการลดเอนโทรปีห้องลง (แล้วเพิ่มเอนโทรปีที่อื่นแทน)
พูดให้เข้าใจง่ายไม่ใช้ภาษาวิทยาศาตร์ก็คือ จัดห้องนั่นแหละครับ
จัดห้องตั้งแต่เมื่อวานเช้า จนป่านนี้ยังจัดไม่เสร็จเลย (ป่าวอู้นะ ^^")
เจอสมบัติเก่าแก่ที่เก็บเอาไว้ อิอิ ตอนเด็กเราเก็บอะไรเยอะไปหมด
นั่งดูแต่ละอย่างก็ชวนรำลึกถึงความหลังได้เป็นอย่างดี
ไปเจอโครงการยื่นเสนอ NSC ตอนม.ต้น ก็นึกได้ถึงเพื่อนเก่า
เอ่อเนาะ เราทะเลาะกับเพื่อนจะเป็นจะตายได้ยังไงเนี่ย
ทั้งๆ ที่เรื่องมันก็ไม่มีอะไรเลย เกือบเสียเพื่อนดีๆ ไปแล้วมั้ยหละ
เจอชุดหมากล้อมที่เก็บไว้ เป็นชุดแรกในชีวิตเลย
ยังซื้อไม่เป็น&โกะไม่ดังยังไม่มีขาย เลยได้ขนาดเล็กกว่าปรกติทั่วไป
แต่ก็เล่นอย่างมีความสุข (แถมยังเจอเพลงประหลาดๆ ที่แต่งไว้อีก อิอิ)
เจอหนังสืออวกาศเยอะมากกก แค่ได้เห็นอีกครั้งก็มีความสุขแล้ว
เจอพวงกุญแจเยอะแยะเลย จำได้ว่าเป็นคนชอบเก็บสะสมพวงกุญแจมาก
เจออะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมดเลย มีความสุขจริงๆ ที่ได้จัดห้อง ^^
ก็อยากให้คนที่ได้แวะมาอ่าน มีความสุขกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตนะครับ
ทดสอบๆ ถ้าแก้ไขทีหลังแล้ว fb จะแก้ตามหรือ้ปล่าหว่า?
Nov 30, 2009
อยากทำ อย่างที่ 3 เขียนนิยายคณิตศาสตร์ให้ดังก้องโลก
เมื่อวันก่อน ขณะอ่านหนังสือการทดลองทางวิทยาศาตร์อยู่
ก็เกิดไอเดียแจ่มแมวแว๊บขึ้นมาในหัว นั่นก็คือนิยายคณิตศาสตร์
ไม่รู้ว่าทำไมสมองเราถึงทำงานเร็วมาก ในเวลาที่ไม่คิดว่าจะทำงาน
แค่เห็นคำว่า paradox เข้าไป ก็คิดไปไกลถึงหนัง the metrix
แล้วก็คิดว่า เอ่อ หนังเรื่องนั้นมันก็แทรกปรัชญาเยอะโครตเลยนี่หว่า
(เอ๋... หรือว่าเป็นหนังปรัชญาที่แทรกแอคชันกันแน่ อิอิ)
แล้วก็คิดถึงอลิซในดินแดนมหัศจรรย์ ของลิวอิส คาร์โรล
ซึ่งผู้ประพันธ์นั้นเป็นนักคณิตศาสตร์ (อ่านเพิ่ม my math ฉบับ 19)
และถ้าอ่านอย่างตั้งใจแล้ว จะพบว่ามีคณิตศาสตร์ซ่อนตัวอยู่มากมาย
แล้วก็คิดไปเรื่อยๆ (ภายในเวลาไม่กี่วิ) จนไอเดียบังเกิดนั่นแล
ก็คือ นิยายคณิตศาสตร์ ที่ใช้คณิตศาสตร์เป็นแก่นของเรื่อง
แล้วแต่งเติมเรื่องราวอื่นๆ ลงไป ให้น่าสนใจเหมือนกับนิยายทั่วไป
ฝันอยากให้มันเป็นหนังนะ เอาให้ดังเป็นพลุแตกเหมือน the matrix เลย!
ก็เกิดไอเดียแจ่มแมวแว๊บขึ้นมาในหัว นั่นก็คือนิยายคณิตศาสตร์
ไม่รู้ว่าทำไมสมองเราถึงทำงานเร็วมาก ในเวลาที่ไม่คิดว่าจะทำงาน
แค่เห็นคำว่า paradox เข้าไป ก็คิดไปไกลถึงหนัง the metrix
แล้วก็คิดว่า เอ่อ หนังเรื่องนั้นมันก็แทรกปรัชญาเยอะโครตเลยนี่หว่า
(เอ๋... หรือว่าเป็นหนังปรัชญาที่แทรกแอคชันกันแน่ อิอิ)
แล้วก็คิดถึงอลิซในดินแดนมหัศจรรย์ ของลิวอิส คาร์โรล
ซึ่งผู้ประพันธ์นั้นเป็นนักคณิตศาสตร์ (อ่านเพิ่ม my math ฉบับ 19)
และถ้าอ่านอย่างตั้งใจแล้ว จะพบว่ามีคณิตศาสตร์ซ่อนตัวอยู่มากมาย
แล้วก็คิดไปเรื่อยๆ (ภายในเวลาไม่กี่วิ) จนไอเดียบังเกิดนั่นแล
ก็คือ นิยายคณิตศาสตร์ ที่ใช้คณิตศาสตร์เป็นแก่นของเรื่อง
แล้วแต่งเติมเรื่องราวอื่นๆ ลงไป ให้น่าสนใจเหมือนกับนิยายทั่วไป
ฝันอยากให้มันเป็นหนังนะ เอาให้ดังเป็นพลุแตกเหมือน the matrix เลย!
Nov 27, 2009
อยากทำ อย่างที่ 2 อัพเกรดคอมฯไปไว้หน้าทีวี
อยากอัพเกรดคอมฯ จังเลย =^_^=
ตอนนี้แกะคอมฯ เรียบร้อยแล้ว
ของเยอะแยะเต็มไปหมดเลยอ่า
ไดร์ฟเก่าที่ไม่ได้ใช้ยังติดเครื่องอยู่เลย
แถมฮาร์ดดิกส์เก่าเน่าๆ 32 จิ๊กที่จะถอดทิ้งละ
เดี๋ยวจะไปเปลี่ยนบอร์ดใหม่ให้เล็กลง
เอาการ์ดจอออนบอร์ดไปเลย
จะได้ซื้อเคสใหม่อันเล็กๆ น่ารักๆ
แล้ววางไว้หน้าทีวี ต่อออกจอใหญ่ สะจาย
ตอนนี้ถ้าว่างจะแวะไปพันทิพให้เร็วจี๋เลย
แล้วก็ขายๆๆๆๆ ของเก่าให้หมด
(แรมเก่า กับจอ อย่างอื่นอาจขายไม่ได้ตังค์)
ซื้อของใหม่มาอัพคอมฯ อย่างเร็ว
จะได้โอนเป็นคอมประจำบ้านเสียที ^^
ตอนนี้แกะคอมฯ เรียบร้อยแล้ว
ของเยอะแยะเต็มไปหมดเลยอ่า
ไดร์ฟเก่าที่ไม่ได้ใช้ยังติดเครื่องอยู่เลย
แถมฮาร์ดดิกส์เก่าเน่าๆ 32 จิ๊กที่จะถอดทิ้งละ
เดี๋ยวจะไปเปลี่ยนบอร์ดใหม่ให้เล็กลง
เอาการ์ดจอออนบอร์ดไปเลย
จะได้ซื้อเคสใหม่อันเล็กๆ น่ารักๆ
แล้ววางไว้หน้าทีวี ต่อออกจอใหญ่ สะจาย
ตอนนี้ถ้าว่างจะแวะไปพันทิพให้เร็วจี๋เลย
แล้วก็ขายๆๆๆๆ ของเก่าให้หมด
(แรมเก่า กับจอ อย่างอื่นอาจขายไม่ได้ตังค์)
ซื้อของใหม่มาอัพคอมฯ อย่างเร็ว
จะได้โอนเป็นคอมประจำบ้านเสียที ^^
Subscribe to:
Posts (Atom)