วันนี้ตื่นสายได้ใจมาก
คือตอนที่เข็มนาฬิกาซ้อนกันพอดี - -"
8:44 หรอ.. ผิด อะเดาใหม่ๆ
9:49 หรอ ก็ยังไม่ใช่อยู่ดี
10:55 หรอ 555+ 12:00 ต่างหาก
ลงมาได้ก็กินข้าวทันทีเลย
กะว่าจะออกไปทำค่ายแล้ว แต่ก็มัวทำโน่นทำนี่จนรู้ตัวอีกทีก็เย็นละ
(ที่จริงก็ไม่ได้ทำอะไรมากหรอก แค่ล้างรถกับดูบางรักซอยเก้าเอง)
สรุปคือวันนี้ก็ยังคงไม่มีอะไรมาก (เนื่องจากตื่นสายจนไม่ได้ทำอะไร)
เอาตารางค่ายโอฯ ดาราศาสร์ม.ต้นแปะเตือนความจำตัวเองหน่อย
7 น้องเข้าค่ายวันแรก ไม่มีเรียน แต่มีกินเลี้ยงเล็กๆ (พลาดซะแล้ว)
8 ตอนดึกขึ้นดอย ไปดูดาวช่วงที่พระจันทร์สว่างโครต (ทุกปี เฮ้อ...)
9-10 ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ตอนดึกเปลี่ยนสถานที่เป็นดาดฟ้าตึกแทน
11 วันหยุดของเรา (สอนแค่ภาคค่ำ) แต่น้องๆ ไม่หยุดแฮะ
12 เกือบจะโค้งสุดท้ายแล้ว วันนี้ก็ขึ้นดาดฟ้าไปดูดาวเช่นเคย
13 สอบดูดาวตอนกลางคืน ขออย่าให้เมฆเข้านะ ไม่อยากเลื่อนอะ
14 น้องๆ สอบ Data (เหมือนสอบ Lab แหละ)
15 น้องๆ สอบทฤษฎี สอบเสร็จแล้วก็ไปปล่อยผีกัน 555+
16 ได้เวลาเที่ยวแล้ว เย่ๆ (เหมือนกลับเป็นเด็กเลย มีทัศนศึกษาด้วย)
17 น้องๆ เดินทางกลับกันแล้ว จะคิดถึงพี่บ้างหรือเปล่าน้า?
ตอนแรกไปดูหอในไว้ เพราะต้องทำค่าย อยู่หอน่าจะสะดวกดี
แต่เหมือนว่าจะสื่อสารกับลุงหอไม่รู้เรื่อง แถมยังเซ็งๆ อีก
ก็ไม่รู้ว่าจะได้ที่นอนเป็นที่ไหนกันแน่?
แต่ยังไง ก็ยอมได้ทุกอย่าง เพื่อค่ายที่เรารักที่สุดแหละ ^^
ไปนอนละนะ ฝันดีจ้า
Mar 8, 2009
Mar 7, 2009
ว่างๆ วันสุดท้ายแล้วหละ
วันนี้ตื่นเก้าโมงครึ่งด้วยความหิวอย่างรุนแรง!
เลยรีบคุ้ยตู้เย็นหาอะไรง่ายๆ เร็วๆ ทำกิน
สิบสองนาทีก็มีติ่มซำร้อนๆ มาทุเลาความหิวไปได้
เฮ้อ... ไม่เคยรู้สึกหิวข้าวเช้าอย่างนี้มากก่อนเลย
หรือว่าจะเนื่องมากจากเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ
เลยมัวแต่จับมือถือมาเล่น จนเวลาปาเข้าไปตีสาม
ง่วงจังเลยแฮะ ได้นอนน้อยๆ อย่างนี้...
ข้าวเที่ยงวันนี้เป็นไก่ผัดขิง แกงลูกชิ้นปลากราย
ก็อร่อยดีนะ เผ็ดนิดๆ พอกินไหวอยู่ ^^
กินเสร็จแล้วก็จัดการไฟล์ต่อเหมือนเดิม
ตกเย็นคนงานก็ทำหลังคาเสร็จพอดี
จะได้จอดรถแบบไม่โดนแดดโดนฝนซักที
แล้วพ่อก็กลับมาพร้องข้าวหลามหนองมน
โอ้... พึ่งจะรู้นะเนี่ย ว่าแวะไปจนถึงชลบุรีเลยแฮะ
ด้วยจำนวนอันมากมายของมัน ทำให้มีงานประจำขึ้น
คือแจกจ่ายของฝากนี้ไปให้เพื่อนบ้านและคนรู้จัก
เนื่องจากคนรู้จักเยอะ (ไปหน่อย) บางหลังก็ไกลเป็นกิโล
เลยได้ออกไปปั่นจักรยานเล่นหลังจากที่ไม่ได้ปั่นมานาน
ก็สนุกดีแฮะ ถ้าจักรยานสมบูรณ์กว่านี้คงปั่นทุกวันแน่ๆ
กลับมาบ้านเกือบมืด ก็กินข้าวมื้อดึกในทันที
กับข้าวเป็นต้มยำกุ้ง กับยำผักบุ้งกรอบ
เฮ้อ... ไม่น่าบ่นว่าอยากกินยำผักบุ้งกรอบเลย
เพราะพ่อพึ่งกลับ เลยไม่อยากขับรถไปกินข้าวนอกบ้าน
แม่เลยจัดจัดแจงสั่งกับข้าวร้านที่เราหลีกเลี่ยงมาตลอด
มื้อนี้ก็ลงเอยด้วยความเซ็งๆ ไปโดยปริยาย
ตกดึก มี SMS จากคนที่รอคอยด้วยความคิดถึง
เขียนว่า "กรุณาโทรกลับ..." อ้าว ตังค์หมดหรอกเหรอ
สงสัยว่าส่งมาดึกไปหน่อย แถมชนกับช่วงที่อาบน้ำพอดี
ยี่สิบนาทีต่อมาจึงได้โทรกลับไปใหม่ ...ไม่รับซะแล้ว
เฮ้อ...
คิดถึงมากๆ เลยนะ อยากได้ยินเสียงซักนิดก็ยังดี
บอกกับฉันว่าเธอสบายดี ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง
แล้วเมื่อไหร่ที่เราจะได้พบเจอกันอีกนะ
ฉันจะรออย่างใจจดใจจ่อเลยหละ
ก็เพราะใจมันรักเธอนี่หน่า~
แต่วันนี้ลืมตาไม่ไหวแล้วหละ
ขืนยังนอนน้อยอีก มีหวังได้ไปกินไม้ไผ่แช่แข็งแน่ๆ
วันนี้ก็คงต้องไปนอนแล้วหละนะ
ฝันดีนะ
แล้วเค้าจะฝันถึง
เลยรีบคุ้ยตู้เย็นหาอะไรง่ายๆ เร็วๆ ทำกิน
สิบสองนาทีก็มีติ่มซำร้อนๆ มาทุเลาความหิวไปได้
เฮ้อ... ไม่เคยรู้สึกหิวข้าวเช้าอย่างนี้มากก่อนเลย
หรือว่าจะเนื่องมากจากเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ
เลยมัวแต่จับมือถือมาเล่น จนเวลาปาเข้าไปตีสาม
ง่วงจังเลยแฮะ ได้นอนน้อยๆ อย่างนี้...
ข้าวเที่ยงวันนี้เป็นไก่ผัดขิง แกงลูกชิ้นปลากราย
ก็อร่อยดีนะ เผ็ดนิดๆ พอกินไหวอยู่ ^^
กินเสร็จแล้วก็จัดการไฟล์ต่อเหมือนเดิม
ตกเย็นคนงานก็ทำหลังคาเสร็จพอดี
จะได้จอดรถแบบไม่โดนแดดโดนฝนซักที
แล้วพ่อก็กลับมาพร้องข้าวหลามหนองมน
โอ้... พึ่งจะรู้นะเนี่ย ว่าแวะไปจนถึงชลบุรีเลยแฮะ
ด้วยจำนวนอันมากมายของมัน ทำให้มีงานประจำขึ้น
คือแจกจ่ายของฝากนี้ไปให้เพื่อนบ้านและคนรู้จัก
เนื่องจากคนรู้จักเยอะ (ไปหน่อย) บางหลังก็ไกลเป็นกิโล
เลยได้ออกไปปั่นจักรยานเล่นหลังจากที่ไม่ได้ปั่นมานาน
ก็สนุกดีแฮะ ถ้าจักรยานสมบูรณ์กว่านี้คงปั่นทุกวันแน่ๆ
กลับมาบ้านเกือบมืด ก็กินข้าวมื้อดึกในทันที
กับข้าวเป็นต้มยำกุ้ง กับยำผักบุ้งกรอบ
เฮ้อ... ไม่น่าบ่นว่าอยากกินยำผักบุ้งกรอบเลย
เพราะพ่อพึ่งกลับ เลยไม่อยากขับรถไปกินข้าวนอกบ้าน
แม่เลยจัดจัดแจงสั่งกับข้าวร้านที่เราหลีกเลี่ยงมาตลอด
มื้อนี้ก็ลงเอยด้วยความเซ็งๆ ไปโดยปริยาย
ตกดึก มี SMS จากคนที่รอคอยด้วยความคิดถึง
เขียนว่า "กรุณาโทรกลับ..." อ้าว ตังค์หมดหรอกเหรอ
สงสัยว่าส่งมาดึกไปหน่อย แถมชนกับช่วงที่อาบน้ำพอดี
ยี่สิบนาทีต่อมาจึงได้โทรกลับไปใหม่ ...ไม่รับซะแล้ว
เฮ้อ...
คิดถึงมากๆ เลยนะ อยากได้ยินเสียงซักนิดก็ยังดี
บอกกับฉันว่าเธอสบายดี ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง
แล้วเมื่อไหร่ที่เราจะได้พบเจอกันอีกนะ
ฉันจะรออย่างใจจดใจจ่อเลยหละ
ก็เพราะใจมันรักเธอนี่หน่า~
แต่วันนี้ลืมตาไม่ไหวแล้วหละ
ขืนยังนอนน้อยอีก มีหวังได้ไปกินไม้ไผ่แช่แข็งแน่ๆ
วันนี้ก็คงต้องไปนอนแล้วหละนะ
ฝันดีนะ
แล้วเค้าจะฝันถึง
Mar 6, 2009
ว่างๆ ก่อนจะไม่ว่างแล้ว!
วันนี้เกิดเหตุสุดวิสัย (ด้านการนอน) นิดหน่อย
เลยทำให้ตื่นขึ้นมาตอนสิบเอ็ดโมงกว่าๆ
ข้าวเช้าวันนี้เป็นไก่สำเร็จ อบไมโครเวป 2 นาที
กินเสร็จก็เสต็ปเดิม เปิดคอมอัพรูป...
..
.
เน็ตเน่า T_T
เฮ้อ...
แต่ก็ไม่เป็นไร ทำอย่างอื่นแทน (งานยังเหลือเยอะ)
ลำดับต่อมาคือ จัดการกับเพลงทั้งหลายในเครื่อง
แค่เพลงคลาสสิกก็กินที่ไปเป็นยี่สิบจิกกะไบต์ละ
จับมาจัดเรียงให้เรียบร้อย + แปลงไฟล์ให้เล็กลง
แป๊ปๆ หมดเวลาไปอีกหนึ่งวันละ
ข้าวเย็นวันนี้เป็นผัดถั่วลันเตาฝีมือคุณแม่อีกเช่นเคย
ก็ยังคงไซ้กินเนื้อหมูมากกว่ากินผักอีกละ ^^"
ตกดึกมา ลองเข้าเน็ตอีกที
โอ๊ะ เข้าได้แล้ว
เลยนั่งอัพรูปที่เหลือต่ออีกจนครบหมด
(แต่ยังไม่ได้ตั้ง Public เลยนะ ขอเลือกรูปก่อน)
รู้สึกว่าหนวดยาวๆ ขึ้นแล้วแฮะ
แต่ไม่เคยโกนหนวดก่อนนอนเลยอะ โกนตอนเช้าตลอด
ลองโกนหนวดก่อนนอนดูซักครั้งดีกว่า...
เลยทำให้ตื่นขึ้นมาตอนสิบเอ็ดโมงกว่าๆ
ข้าวเช้าวันนี้เป็นไก่สำเร็จ อบไมโครเวป 2 นาที
กินเสร็จก็เสต็ปเดิม เปิดคอมอัพรูป...
..
.
เน็ตเน่า T_T
เฮ้อ...
แต่ก็ไม่เป็นไร ทำอย่างอื่นแทน (งานยังเหลือเยอะ)
ลำดับต่อมาคือ จัดการกับเพลงทั้งหลายในเครื่อง
แค่เพลงคลาสสิกก็กินที่ไปเป็นยี่สิบจิกกะไบต์ละ
จับมาจัดเรียงให้เรียบร้อย + แปลงไฟล์ให้เล็กลง
แป๊ปๆ หมดเวลาไปอีกหนึ่งวันละ
ข้าวเย็นวันนี้เป็นผัดถั่วลันเตาฝีมือคุณแม่อีกเช่นเคย
ก็ยังคงไซ้กินเนื้อหมูมากกว่ากินผักอีกละ ^^"
ตกดึกมา ลองเข้าเน็ตอีกที
โอ๊ะ เข้าได้แล้ว
เลยนั่งอัพรูปที่เหลือต่ออีกจนครบหมด
(แต่ยังไม่ได้ตั้ง Public เลยนะ ขอเลือกรูปก่อน)
รู้สึกว่าหนวดยาวๆ ขึ้นแล้วแฮะ
แต่ไม่เคยโกนหนวดก่อนนอนเลยอะ โกนตอนเช้าตลอด
ลองโกนหนวดก่อนนอนดูซักครั้งดีกว่า...
Mar 5, 2009
ว่างๆ แต่ต้องอยู่กับบ้านแฮะ
วันนี้ตื่นขึ้นมาเก้าโมงครึ่งนิดๆ
เพราะเสียงกระดิ่งที่ไม่เคยดัง
มีช่างมากมายมาทำงานที่บ้านซะงั้น
ก็เลยเปิดประตูให้ช่างมาทำหลังคาเพิ่ม
จะได้จอดรถไม่โดนแดดโดนฝนซักที ^^
ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็เปิดคอมเล่นนิดหน่อย
แล้วก็หาขนมเช้ากิน (เพราะยังไม่หิวมากเท่าไหร่)
เผลอแป๊ปเดียวเที่ยงแล้ว
แม่ซื้อข้าวกลับมาบ้านด้วย เลยได้กินข้าวมือแรก
กับข้าวเป็นหมูน้ำตกที่ไม่เผ็ดเอาซะเลย - -"
ตกเย็นอย่างรวดเร็ว หลังคาขึ้นโครงเสร็จแล้ว
คาดว่าจะเก็บงานที่เหลือเสร็จในวันพรุ่งนี้
วันศุกร์จะได้ออกไปทำอะไรซักที ^^
ข้าวเย็นเป็นปีกไก่ชุบแป้งทอดฝีมือแม่ (อร่อยมากๆ)
เสียดายอย่างเดียว คือน้อยไปหน่อย (นานๆ จะได้กินทีอะ)
ตกดึก ลองออนเอ็มดู
โห คนทักเยอะแยะเลย ไม่ได้เล่นมานานแล้วยังมีคนทักอีกแฮะ
เลยติดลม คุยกับพี่หมีและพี่ณัฐเพลิน รู้ตัวอีกทีก็ตีหนึ่งแล้ว
ไม่ไหวละ ไปนอนดีกว่า ^^
ขอให้ได้พบในฝันด้วยเถิด คิดถึงจะแย่อยู่แล้ว
สรุป วันนี้ทั้งวันก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
นอกจากอัพรูปที่มีอยู่อย่างมหาศาลต่อไป
(ต้องอัพให้เสร็จภายในวันพรุ่งนี้เท่านั้น)
เพราะเสียงกระดิ่งที่ไม่เคยดัง
มีช่างมากมายมาทำงานที่บ้านซะงั้น
ก็เลยเปิดประตูให้ช่างมาทำหลังคาเพิ่ม
จะได้จอดรถไม่โดนแดดโดนฝนซักที ^^
ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็เปิดคอมเล่นนิดหน่อย
แล้วก็หาขนมเช้ากิน (เพราะยังไม่หิวมากเท่าไหร่)
เผลอแป๊ปเดียวเที่ยงแล้ว
แม่ซื้อข้าวกลับมาบ้านด้วย เลยได้กินข้าวมือแรก
กับข้าวเป็นหมูน้ำตกที่ไม่เผ็ดเอาซะเลย - -"
ตกเย็นอย่างรวดเร็ว หลังคาขึ้นโครงเสร็จแล้ว
คาดว่าจะเก็บงานที่เหลือเสร็จในวันพรุ่งนี้
วันศุกร์จะได้ออกไปทำอะไรซักที ^^
ข้าวเย็นเป็นปีกไก่ชุบแป้งทอดฝีมือแม่ (อร่อยมากๆ)
เสียดายอย่างเดียว คือน้อยไปหน่อย (นานๆ จะได้กินทีอะ)
ตกดึก ลองออนเอ็มดู
โห คนทักเยอะแยะเลย ไม่ได้เล่นมานานแล้วยังมีคนทักอีกแฮะ
เลยติดลม คุยกับพี่หมีและพี่ณัฐเพลิน รู้ตัวอีกทีก็ตีหนึ่งแล้ว
ไม่ไหวละ ไปนอนดีกว่า ^^
ขอให้ได้พบในฝันด้วยเถิด คิดถึงจะแย่อยู่แล้ว
สรุป วันนี้ทั้งวันก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
นอกจากอัพรูปที่มีอยู่อย่างมหาศาลต่อไป
(ต้องอัพให้เสร็จภายในวันพรุ่งนี้เท่านั้น)
Mar 4, 2009
ว่างๆ หลังจากปิดเทอม
วันนี้ตื่นขึ้นมาสิบโมงกว่าๆ
เพราะว่ากำลังฝันดีอยู่ และไม่อยากให้ฝันนี้จบลงไปเลย
แต่สุดท้ายก็ตื่นเพราะทนความหิวไม่ไหว ^^"
ลงมากินข้าวไข่เจียว ...ง่ายดีแฮะ (ทำเป็นอยู่ไม่กี่อย่าง)
กินเสร็จก็สั่งอัพรูปที่ดองไว้เป็นภูเขา อาบน้ำต่งตัว
เพราะวันนี้นัดพี่ที่ไม่ได้เจอกันมานานไว้
ออกบ้านตอนบ่ายนิดๆ ชะแวบเข้าไปรษณีย์ในมอ
ส่งโปสการ์ดใบเล็กที่เก็บเกี่ยวได้จากถนนคนเดิน
แล้วก็ตู้ม รถครูดฟุตบาท - -"
ตกใจมากๆ อีกแล้วหรอ! แต่ก็ช่างมันเถอะ
อย่างน้อยก็รู้ละว่า เลี้ยวแคบๆ แบบตกใจไม่ดี
คราวหน้าจะไม่มีเคสนี้อีก
กว่าจะได้เข้าไปหาพี่ก็ปาไปบ่ายสี่ครึ่งแหละน้า
ได้เวลาเลิกงานพอดิบพอดี ^^
(ที่จริงมีงานให้เราช่วย แต่พอไปถึงเค้าก็ทำเสร็จกันแล้ว)
กินเส้นเย็นที่เซนทรัล วันนี้มาในมาดฝรั่งเต็มตัว
เพราะสั่งสปาเกตตี มักกะโรนี และลาซาญญา
ต่อด้วยไอติมสเวนเซน ที่พึ่งกินไปเมื่อไม่กี่วันนี้เอง
ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องกินนี้ จะกินเวลาไปถึงสามชั่วโมง
ไม่ได้เจอกันนาน มีเรื่องเล่าไม่รู้จบขนาดนั้นเลยหรอ?
หลังจากเดินเล่นอีกนิดหน่อย ก็ได้เวลาขอตัวกลับ
ถึงบ้านก่อนสี่ทุ่มนิดหน่อย แต่แม่ขึ้นนอนไปแล้ว
(อ๋อ เรื่องรถไม่บอกตอนนี้หรอก ยังไม่อยากฟังพ่อบ่น)
เพราะว่ากำลังฝันดีอยู่ และไม่อยากให้ฝันนี้จบลงไปเลย
แต่สุดท้ายก็ตื่นเพราะทนความหิวไม่ไหว ^^"
ลงมากินข้าวไข่เจียว ...ง่ายดีแฮะ (ทำเป็นอยู่ไม่กี่อย่าง)
กินเสร็จก็สั่งอัพรูปที่ดองไว้เป็นภูเขา อาบน้ำต่งตัว
เพราะวันนี้นัดพี่ที่ไม่ได้เจอกันมานานไว้
ออกบ้านตอนบ่ายนิดๆ ชะแวบเข้าไปรษณีย์ในมอ
ส่งโปสการ์ดใบเล็กที่เก็บเกี่ยวได้จากถนนคนเดิน
แล้วก็ตู้ม รถครูดฟุตบาท - -"
ตกใจมากๆ อีกแล้วหรอ! แต่ก็ช่างมันเถอะ
อย่างน้อยก็รู้ละว่า เลี้ยวแคบๆ แบบตกใจไม่ดี
คราวหน้าจะไม่มีเคสนี้อีก
กว่าจะได้เข้าไปหาพี่ก็ปาไปบ่ายสี่ครึ่งแหละน้า
ได้เวลาเลิกงานพอดิบพอดี ^^
(ที่จริงมีงานให้เราช่วย แต่พอไปถึงเค้าก็ทำเสร็จกันแล้ว)
กินเส้นเย็นที่เซนทรัล วันนี้มาในมาดฝรั่งเต็มตัว
เพราะสั่งสปาเกตตี มักกะโรนี และลาซาญญา
ต่อด้วยไอติมสเวนเซน ที่พึ่งกินไปเมื่อไม่กี่วันนี้เอง
ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องกินนี้ จะกินเวลาไปถึงสามชั่วโมง
ไม่ได้เจอกันนาน มีเรื่องเล่าไม่รู้จบขนาดนั้นเลยหรอ?
หลังจากเดินเล่นอีกนิดหน่อย ก็ได้เวลาขอตัวกลับ
ถึงบ้านก่อนสี่ทุ่มนิดหน่อย แต่แม่ขึ้นนอนไปแล้ว
(อ๋อ เรื่องรถไม่บอกตอนนี้หรอก ยังไม่อยากฟังพ่อบ่น)
Jan 24, 2009
おひさしぶり~
สวัสดีความรัก
นานแค่ไหนแล้วนะ ที่เราไม่ได้จับเข้าคุยกันนานๆ แบบนี้ซักที
แต่ถึงอยากคุยอย่างไร ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดีเหมือนกัน
แม้จะได้นั่ง Time-Machine กลับไปยังห้วงเวลาต่างๆ
ถึงจะเก็บเกี่ยวเรื่องราวเหล่านั้นได้ แต่ความรู้สึกคงไม่ใช่
เอาเป็นว่า เริ่มกันตั้งแต่วันที่ชีวิตฉันเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลละกัน
...
หลังจากสอบมิดเทอมวิชาสุดท้ายเสร็จอย่างสบายใจไม่คิดอะไรมาก
เตรียมตัวที่จะปลดปล่อยชีวิตให้เป็นอิสระจากหนังสืออีกครั้ง
ไม่ได้คาดคิดเลยว่า ข้างหน้าจะมีอะไรที่น่ากลัวรออยู่
แล้วชีวิตฉันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
จากชีวิตอิสระไม่ต้องยึดติดกับอะไร
กลายเป็นต้องกลับบ้านทุกวัน
แล้วมันไม่ดีหรอ?
มันสายไปแล้วหละ
ชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น
มันน่าจะเกิดขึ้นมาตั้งนานแล้วนะ
ไม่ใช่ว่าพอเกิดปัญหาขึ้น ถึงจะอบอุ่นได้
ไม่ไหวแฮะกับเรื่องที่เกิดขึ้น ฉันท้อแท้และหมดกำลังใจ
จะให้ฉันยืนหยัดต่อสู้ได้อย่างไร ในเมื่องความจริงนั้นโหดร้ายเสมอ
...
ณ สถานที่ซึ่งคาดไม่ถึง ใครคนหนึ่งได้มอบกำลังใจอันยิ่งใหญ่ให้กับฉัน
ฉันไม่แน่ใจว่า นี่หรือคือจุดเริ่มต้นของความรู้สึกดีๆ เหล่านี้
ไม่อาจแน่ใจเลยว่า มันจะเป็นความรักจริงหรือเปล่า?
สิ่งที่ฉันแน่ใจคือ รอยยิ้มของใครคนนั้น
ทำให้ฉันสามารถต่อสู้อยู่บนโลกที่เกือบกลมใบนี้ต่อไปได้
ไม่ได้หวังอะไรมากมาย เพราะรู้อยู่แล้วว่าคงเป็นไปไม่ได้
แค่เพียงแต่อยากได้รับกำลังใจในทุกๆ วันเท่านั้น
แต่ยิ่งนานวัน เหมือนยิ่งไม่เข้าใจตัวเอง
ไม่อยากจะบอกตัวเองเลยว่าตกหลุมรักไปแล้ว
...
ตอนนี้ไม่ได้คาดหวังอะไรเลย
เพราะคำที่พูดออกไปนั้น
ไม่เคยทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม
ขอเพียงแค่ยังอยากให้ต่อจากนี้
ยังคงมีกำลังใจที่จะต่อสู้บนโลกที่เกือบกลมใบนี้ต่อไปได้
ไม่ขออะไรมากมาย แค่เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
...
บนโลกที่เกือบจะกลมใบนี้ ไม่มีอะไรดีเฟอร์เฟค
ชีวิตคนเราก็ช่างแสนสั้นและไร้ความหมายยิ่งนัก
แต่เชื่อหรือไม่ แค่ได้รักใครซักคน และทำชีวิตให้มีค่า
เพียงเท่านี้ก็ทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นเยอะมากแล้วหละ
...
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอีกนานเท่าไหร่ ที่จะได้คุยกันแบบนี้อีก
แต่คราวหน้า ช่วยมาแบบให้เตรียมตัวไว้หน่อยนะ
มาแบบไม่ให้ตั้งตัวนี้ ตกใจแทบแย่ ^^"
แล้วพบกันใหม่นะ ความรัก
นานแค่ไหนแล้วนะ ที่เราไม่ได้จับเข้าคุยกันนานๆ แบบนี้ซักที
แต่ถึงอยากคุยอย่างไร ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดีเหมือนกัน
แม้จะได้นั่ง Time-Machine กลับไปยังห้วงเวลาต่างๆ
ถึงจะเก็บเกี่ยวเรื่องราวเหล่านั้นได้ แต่ความรู้สึกคงไม่ใช่
เอาเป็นว่า เริ่มกันตั้งแต่วันที่ชีวิตฉันเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลละกัน
...
หลังจากสอบมิดเทอมวิชาสุดท้ายเสร็จอย่างสบายใจไม่คิดอะไรมาก
เตรียมตัวที่จะปลดปล่อยชีวิตให้เป็นอิสระจากหนังสืออีกครั้ง
ไม่ได้คาดคิดเลยว่า ข้างหน้าจะมีอะไรที่น่ากลัวรออยู่
แล้วชีวิตฉันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
จากชีวิตอิสระไม่ต้องยึดติดกับอะไร
กลายเป็นต้องกลับบ้านทุกวัน
แล้วมันไม่ดีหรอ?
มันสายไปแล้วหละ
ชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น
มันน่าจะเกิดขึ้นมาตั้งนานแล้วนะ
ไม่ใช่ว่าพอเกิดปัญหาขึ้น ถึงจะอบอุ่นได้
ไม่ไหวแฮะกับเรื่องที่เกิดขึ้น ฉันท้อแท้และหมดกำลังใจ
จะให้ฉันยืนหยัดต่อสู้ได้อย่างไร ในเมื่องความจริงนั้นโหดร้ายเสมอ
...
ณ สถานที่ซึ่งคาดไม่ถึง ใครคนหนึ่งได้มอบกำลังใจอันยิ่งใหญ่ให้กับฉัน
ฉันไม่แน่ใจว่า นี่หรือคือจุดเริ่มต้นของความรู้สึกดีๆ เหล่านี้
ไม่อาจแน่ใจเลยว่า มันจะเป็นความรักจริงหรือเปล่า?
สิ่งที่ฉันแน่ใจคือ รอยยิ้มของใครคนนั้น
ทำให้ฉันสามารถต่อสู้อยู่บนโลกที่เกือบกลมใบนี้ต่อไปได้
ไม่ได้หวังอะไรมากมาย เพราะรู้อยู่แล้วว่าคงเป็นไปไม่ได้
แค่เพียงแต่อยากได้รับกำลังใจในทุกๆ วันเท่านั้น
แต่ยิ่งนานวัน เหมือนยิ่งไม่เข้าใจตัวเอง
ไม่อยากจะบอกตัวเองเลยว่าตกหลุมรักไปแล้ว
...
ตอนนี้ไม่ได้คาดหวังอะไรเลย
เพราะคำที่พูดออกไปนั้น
ไม่เคยทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม
ขอเพียงแค่ยังอยากให้ต่อจากนี้
ยังคงมีกำลังใจที่จะต่อสู้บนโลกที่เกือบกลมใบนี้ต่อไปได้
ไม่ขออะไรมากมาย แค่เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
...
บนโลกที่เกือบจะกลมใบนี้ ไม่มีอะไรดีเฟอร์เฟค
ชีวิตคนเราก็ช่างแสนสั้นและไร้ความหมายยิ่งนัก
แต่เชื่อหรือไม่ แค่ได้รักใครซักคน และทำชีวิตให้มีค่า
เพียงเท่านี้ก็ทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นเยอะมากแล้วหละ
...
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอีกนานเท่าไหร่ ที่จะได้คุยกันแบบนี้อีก
แต่คราวหน้า ช่วยมาแบบให้เตรียมตัวไว้หน่อยนะ
มาแบบไม่ให้ตั้งตัวนี้ ตกใจแทบแย่ ^^"
แล้วพบกันใหม่นะ ความรัก
Sep 21, 2008
อดีตที่ไม่มีวันหวนกลับ & อนาคตที่ไม่มีวันมาถึง
| 6 ตุลาคม 2546 พอมาถึงค่ายวันแรกก็โดนแกล้งเลย โดยพี่ๆ ให้แนะนำตัวกันตามปรกติ แล้วก็สุ่มผู้โชคดีออกไปพูดชื่อเพื่อนใหม่ 3 คน แหม... ถ้าโดนสุ่มไปคนแรกก็คงง่ายอยู่หรอก เพื่อนโรงเรียนเราเองก็ 4 คนแล้ว ยิ่งคนน่ารักๆ อีก 5-6 คนนั้นก็จำชื่อไม่ยาก แต่แจ๊คพ๊อตก็ลงเพราะโดนสุ่มเป็นคนสุดท้าย แถมเงื่อนไขที่ว่าห้ามซ้ำชื่อคนที่เคยบอกไป เฮ้ย แล้วมันจะเหลือใครให้ข้าพเจ้าพูดถึงหละ สุดท้ายก็หันไปมองแถวหลัง แล้วก็แก้ไขสถานการณ์ด้วยการบอกชื่อพี่ค่ายไป แหม รอดตัวอย่างหวุดหวิด |
Sep 6, 2008
เรื่องสั้นแนวลองทด จำนวนเต็มระหว่าง e และ π
หมายเหตุ: สามารถนำโครงเรื่องไปใช้ต่อได้ตามสะดวกนะครับ
Story:
เครื่องย้อนเวลาได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นแล้ว แต่มันไม่ได้มีวิธีใช้อย่างในนิยายวิทยาศาสตร์ทั่วไป กล่าวคือ มีแต่เวลาเท่านั้นที่ย้อยกลับไป มวลสารพลังงานต่างๆ รวมไปถึงความรู้สึกนึกคิดจะไม่ถูกย้อนไปด้วย
แต่ถึงแม้จะไม่สามารถนำอะไรก็ตามไปพร้อมกับเวลาที่ย้อนกลับได้ ก็ไม่จำเป็นว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเหตุการณ์ที่แปรเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยก็สามารถกระเทือนไปถึงระดับอภิมหายักษ์ได้
นักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างมันขึ้นมารู้ถึงข้อนี้ดี จนวันหนึ่ง ได้เกิดอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียระเบิดขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากมาย รวมไปทั้งครอบครัวของเขาด้วย เขาจึงต้องการย้อนเวลากลับไป เผื่อว่า บางที อาจจะมีเหตุการณ์เล็กน้อยๆ ที่ไม่อาจคาดเดา มาช่วยทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปได้ ขึ้นอยู่กับว่า จักรวาลนี้ถูกกำหนดตายตัวไว้ตั้งแต่บิ๊กแบงแล้วหรือเปล่า?
My Comment:
1. ย่อหน้าสุดท้ายตัดทิ้งไปถ้าจะเอาแต่แนวคิดวิทยาศาสตร์เพียวๆ ซึ่งไอ่การย้อนเวลาแบบนี้มันไม่ได้ยากอะไรเลย ถ้าเรารู้จักกับเวลาในรูปแบบของมิติดีพอ มันก็จะเหมือนกับการเดินข้ามถนนนี่แหละ ปัญหามันอยู่ที่ว่า ย้อนแล้วได้อะไร ในเมื่อไม่สามารถจำอะไรที่เกิดขึ้นได้เลย นี่จึงไม่ใช่การย้อนเวลาแบบแฟนตาซีซะแล้วหละสิ
2. ถ้าอยากรู้ว่าอาการของคนที่ย้อนเวลาด้วยวิธีนี้เป็นอย่างไร (ไม่ต้องห่วง เดินเครื่องครั้งนึงก็เป็นกันทุกคนในจักรวาลนี้แน่ๆ) คือ ไปผ่าสมองออกมาดู แล้วทำให้ส่วนฮิปโปแคมปัสเจ๊งไป ทีนี้ หลังจากที่สมองส่วนนั้นพังแล้ว การบันทึกควมรู้ต่างๆ เพิ่มลงไปในความจำระยะยาวก็จะหยุดลง กลายเป็นคนอัลไซเมอร์ประมาณนั้น
3. ที่จริง เรื่องนี้ไม่ได้กะจะเขียนเป็นพล๊อตเรื่องสั้นเลย แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ จับมันยัดมั่วไปมั่วมายังไงก็ไม่รู้ กลายเป็นเรื่องสั้นเชอร์โนบิลไปซะได้ ^^" ...เอาเป็นว่า เรื่องสั้นตอนนี้อ่านจับใจความสองย่อหน้าแรกก็พอเนาะ
อธิบายชื่อตอน "จำนวนเต็มระหว่าง e และ π"
π คือค่าคงตัวทางคณิตศาสตร์ที่เรารู้จักกันมาตั้งแต่ประถม นิยามจากอัตราส่วนระหว่างความยาวรอบรูปวงกลมต่อเส้นผ่านศูนย์กลางของมันเอง มีค่าประมาณ 3.14159 26535 89793 23846...
e คือค่าคงตัวทางคณิตศาสตร์ที่พึ่งโผล่มาให้เรารู้จักกันตอนมัธยมปลาย เป็นเลขลอการิทึมฐานธรรมชาติ คือเอามันไปยกกำลังได้สะดวกสุด มีค่าประมาณ 2.71828 18284 59045 23536...
เลขจำนวนเต็ม... คงไม่ต้องอธิบายแล้วเนาะ ^^"
แอบบ่น: เซ็งจริงๆ คีย์บอร์ดดันอาการไม่ค่อยดี พิมพ์อักษรบางตัวไม่ค่อยได้ ทรมานมากมายดั่งเสียแขนขวาไปข้าง T_T
Story:
เครื่องย้อนเวลาได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นแล้ว แต่มันไม่ได้มีวิธีใช้อย่างในนิยายวิทยาศาสตร์ทั่วไป กล่าวคือ มีแต่เวลาเท่านั้นที่ย้อยกลับไป มวลสารพลังงานต่างๆ รวมไปถึงความรู้สึกนึกคิดจะไม่ถูกย้อนไปด้วย
แต่ถึงแม้จะไม่สามารถนำอะไรก็ตามไปพร้อมกับเวลาที่ย้อนกลับได้ ก็ไม่จำเป็นว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเหตุการณ์ที่แปรเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยก็สามารถกระเทือนไปถึงระดับอภิมหายักษ์ได้
นักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างมันขึ้นมารู้ถึงข้อนี้ดี จนวันหนึ่ง ได้เกิดอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียระเบิดขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากมาย รวมไปทั้งครอบครัวของเขาด้วย เขาจึงต้องการย้อนเวลากลับไป เผื่อว่า บางที อาจจะมีเหตุการณ์เล็กน้อยๆ ที่ไม่อาจคาดเดา มาช่วยทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปได้ ขึ้นอยู่กับว่า จักรวาลนี้ถูกกำหนดตายตัวไว้ตั้งแต่บิ๊กแบงแล้วหรือเปล่า?
My Comment:
1. ย่อหน้าสุดท้ายตัดทิ้งไปถ้าจะเอาแต่แนวคิดวิทยาศาสตร์เพียวๆ ซึ่งไอ่การย้อนเวลาแบบนี้มันไม่ได้ยากอะไรเลย ถ้าเรารู้จักกับเวลาในรูปแบบของมิติดีพอ มันก็จะเหมือนกับการเดินข้ามถนนนี่แหละ ปัญหามันอยู่ที่ว่า ย้อนแล้วได้อะไร ในเมื่อไม่สามารถจำอะไรที่เกิดขึ้นได้เลย นี่จึงไม่ใช่การย้อนเวลาแบบแฟนตาซีซะแล้วหละสิ
2. ถ้าอยากรู้ว่าอาการของคนที่ย้อนเวลาด้วยวิธีนี้เป็นอย่างไร (ไม่ต้องห่วง เดินเครื่องครั้งนึงก็เป็นกันทุกคนในจักรวาลนี้แน่ๆ) คือ ไปผ่าสมองออกมาดู แล้วทำให้ส่วนฮิปโปแคมปัสเจ๊งไป ทีนี้ หลังจากที่สมองส่วนนั้นพังแล้ว การบันทึกควมรู้ต่างๆ เพิ่มลงไปในความจำระยะยาวก็จะหยุดลง กลายเป็นคนอัลไซเมอร์ประมาณนั้น
3. ที่จริง เรื่องนี้ไม่ได้กะจะเขียนเป็นพล๊อตเรื่องสั้นเลย แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ จับมันยัดมั่วไปมั่วมายังไงก็ไม่รู้ กลายเป็นเรื่องสั้นเชอร์โนบิลไปซะได้ ^^" ...เอาเป็นว่า เรื่องสั้นตอนนี้อ่านจับใจความสองย่อหน้าแรกก็พอเนาะ
อธิบายชื่อตอน "จำนวนเต็มระหว่าง e และ π"
π คือค่าคงตัวทางคณิตศาสตร์ที่เรารู้จักกันมาตั้งแต่ประถม นิยามจากอัตราส่วนระหว่างความยาวรอบรูปวงกลมต่อเส้นผ่านศูนย์กลางของมันเอง มีค่าประมาณ 3.14159 26535 89793 23846...
e คือค่าคงตัวทางคณิตศาสตร์ที่พึ่งโผล่มาให้เรารู้จักกันตอนมัธยมปลาย เป็นเลขลอการิทึมฐานธรรมชาติ คือเอามันไปยกกำลังได้สะดวกสุด มีค่าประมาณ 2.71828 18284 59045 23536...
เลขจำนวนเต็ม... คงไม่ต้องอธิบายแล้วเนาะ ^^"
แอบบ่น: เซ็งจริงๆ คีย์บอร์ดดันอาการไม่ค่อยดี พิมพ์อักษรบางตัวไม่ค่อยได้ ทรมานมากมายดั่งเสียแขนขวาไปข้าง T_T
Aug 11, 2008
เรื่องสั้นแนวลองทด จำนวนเฉพาะตัวแรก
หมายเหตุ: สามารถนำโครงเรื่องไปใช้ต่อได้ตามสะดวกนะครับ
ให้ตายเถอะ... ทำไมแนวคิดดีๆ บ้าบอๆ มันถึงได้ชอบผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ดในเวลาที่เราไม่ค่อยต้องการมันนักนะ? อย่างเรื่องนี้ก็คิดได้ตอนติวหนังสือเตรียมสอบซะงั้น กลายเป็นว่าอ่านหนังสือไม่เข้าหัวซะเลย T_T
Story:
ในโลกอนาคตอีก 3000 ปีข้างหน้า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ก้าวหน้าไปมากจนเราสามารถเดินทางได้ใกล้ความเร็วแสงแล้ว แต่คำถามที่มีผู้คนสงสัยมากที่สุดว่า "ชีวิตเริ่มต้นอย่างไร" ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งจึงได้สร้างยานอวกาศขึ้นเพื่อเดินทางไปสำรวจดาวต่างๆ เผื่ออาจจะพบการกำเนิดของสิ่งมีชีวิต แต่หลังจากหาไปเป็นเวลานานก็ไม่พบซักที จึงได้ทำการทดลองที่ดาวดวงหนึ่งโดยเตรียมสภาพดาวดวงนั้นให้คล้ายโลกยุคแรกมากที่สุด เนื่องจากพวกเค้าไม่มีเวลาที่จะเฝ้าดูผลการทดลองที่ยาวนานเป็นพันล้านปีนี้ จึงได้ทำการย้ายดาวทดลองไปเรื่อยๆ จนเมื่อทดลองบนดาวเคราะห์หมดทั้งทางช้างเผือก พวกเค้าก็หันยานกลับไปหาที่ดาวต่างๆ ที่ได้ทำการทดลองไว้ เผื่อว่าจะหาดวงดาวที่เหมาะสมและให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตได้ซักวัน...
My Comment:
1. คิดไปคิดมา มันก็คล้ายๆ กับพล๊อตเรื่อง "คำถามสุดท้าย" ของไอแซค อสิมอฟเลยเนาะ ^^" เพียงแต่อันนี้เน้นไปที่กำเนิดของสิ่งมีชีวิตมากกว่าภาพกำเนิดของจักรวาลเท่านั้นเอง
2. อีกอย่างที่ไม่เหมือนเลยก็คือ เรื่องนี้ได้นำแนวคิด "ปริศนาฝาแฝดพิศวง" (Twin Paradox) มาใช้ โดยนักวิทยาศาตร์ที่เดินทางด้วยความเร่งนั้น นาฬิกาของพวกจะเดินช้ากว่านาฬิกาที่ไม่มีความเร่ง (พูดให้ง่ายคือแก่ช้าลง) จึงเสมือนว่าพวกเค้าสามารถเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของจักรวาลที่ยาวนานหลายล้านปีได้ครับ
3. พล๊อตแรกที่วางไว้จะเล่าประมาณว่า มนุษย์ต่างดาวเดินทางกลับมาพบมนุษย์โลก แล้วพวกเค้าก็เล่าเรื่องราวว่าเป็นผู้ที่ (ทดลอง) สร้างพวกเราขึ้นมาต่างหาก!
4. หลังจากที่ฉีกพล๊อตแรกทิ้งแล้วเลือกว่าจะให้เป็นมนุษย์เนี่ยแหละ ที่เป็นผู้ทำการทดลองสร้างสิ่งมีชีวิตเสียเอง ก็แต่งเพิ่มอีกว่าเกิดสงครามบนโลกผู้คนล้มตายไปเกือบหมด เหลือคนอยู่กลุ่มเล็กๆ พอที่จะบรรจุเข้ายานลำสองลำได้เท่านั้น แต่คิดไปคิดมาแล้วเดี๋ยวหนักหัว+มีประเด็นเยอะเกิน เลยตัดทอนออกให้เหลือแค่ใจความสำคัญเท่าที่เห็นนี่หละครับ
อธิบายชื่อตอน "จำนวนเฉพาะตัวแรก"
เลขจำนวนเฉพาะ ไม่ต้องอธิบายมากก็น่าจะเข้าใจตรงกันนะครับ ^^"
เอาหน่อยหรอ? กลัวว่าคนที่ไม่ได้เรียนคณิตมาจะอ่านไม่รู้เรื่องหรอ? เอ้า! ก็ได้ๆ อธิบายย่อๆ นะครับ
เลขจำนวนเฉพาะคือ เลขที่ไม่สามารถหารด้วยเลขจำนวนเต็มบวกอื่นใด นอกจากเลข 1 และตัวมันเองครับ เพราะฉะนั้น เลข 1 จึงไม่ใช่จำนวนเฉพาะ (แต่เมื่อร้อยปีก่อนก็มีการถกกันเรื่องเลข 1 คือจำนวนเฉพาะหรือไม่) ทำให้เลข 2 เป็นเลขตัวแรกของระบบจำนวนเฉพาะไปโดยปริยายเลยครับ
ให้ตายเถอะ... ทำไมแนวคิดดีๆ บ้าบอๆ มันถึงได้ชอบผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ดในเวลาที่เราไม่ค่อยต้องการมันนักนะ? อย่างเรื่องนี้ก็คิดได้ตอนติวหนังสือเตรียมสอบซะงั้น กลายเป็นว่าอ่านหนังสือไม่เข้าหัวซะเลย T_T
Story:
ในโลกอนาคตอีก 3000 ปีข้างหน้า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ก้าวหน้าไปมากจนเราสามารถเดินทางได้ใกล้ความเร็วแสงแล้ว แต่คำถามที่มีผู้คนสงสัยมากที่สุดว่า "ชีวิตเริ่มต้นอย่างไร" ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งจึงได้สร้างยานอวกาศขึ้นเพื่อเดินทางไปสำรวจดาวต่างๆ เผื่ออาจจะพบการกำเนิดของสิ่งมีชีวิต แต่หลังจากหาไปเป็นเวลานานก็ไม่พบซักที จึงได้ทำการทดลองที่ดาวดวงหนึ่งโดยเตรียมสภาพดาวดวงนั้นให้คล้ายโลกยุคแรกมากที่สุด เนื่องจากพวกเค้าไม่มีเวลาที่จะเฝ้าดูผลการทดลองที่ยาวนานเป็นพันล้านปีนี้ จึงได้ทำการย้ายดาวทดลองไปเรื่อยๆ จนเมื่อทดลองบนดาวเคราะห์หมดทั้งทางช้างเผือก พวกเค้าก็หันยานกลับไปหาที่ดาวต่างๆ ที่ได้ทำการทดลองไว้ เผื่อว่าจะหาดวงดาวที่เหมาะสมและให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตได้ซักวัน...
My Comment:
1. คิดไปคิดมา มันก็คล้ายๆ กับพล๊อตเรื่อง "คำถามสุดท้าย" ของไอแซค อสิมอฟเลยเนาะ ^^" เพียงแต่อันนี้เน้นไปที่กำเนิดของสิ่งมีชีวิตมากกว่าภาพกำเนิดของจักรวาลเท่านั้นเอง
2. อีกอย่างที่ไม่เหมือนเลยก็คือ เรื่องนี้ได้นำแนวคิด "ปริศนาฝาแฝดพิศวง" (Twin Paradox) มาใช้ โดยนักวิทยาศาตร์ที่เดินทางด้วยความเร่งนั้น นาฬิกาของพวกจะเดินช้ากว่านาฬิกาที่ไม่มีความเร่ง (พูดให้ง่ายคือแก่ช้าลง) จึงเสมือนว่าพวกเค้าสามารถเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของจักรวาลที่ยาวนานหลายล้านปีได้ครับ
3. พล๊อตแรกที่วางไว้จะเล่าประมาณว่า มนุษย์ต่างดาวเดินทางกลับมาพบมนุษย์โลก แล้วพวกเค้าก็เล่าเรื่องราวว่าเป็นผู้ที่ (ทดลอง) สร้างพวกเราขึ้นมาต่างหาก!
4. หลังจากที่ฉีกพล๊อตแรกทิ้งแล้วเลือกว่าจะให้เป็นมนุษย์เนี่ยแหละ ที่เป็นผู้ทำการทดลองสร้างสิ่งมีชีวิตเสียเอง ก็แต่งเพิ่มอีกว่าเกิดสงครามบนโลกผู้คนล้มตายไปเกือบหมด เหลือคนอยู่กลุ่มเล็กๆ พอที่จะบรรจุเข้ายานลำสองลำได้เท่านั้น แต่คิดไปคิดมาแล้วเดี๋ยวหนักหัว+มีประเด็นเยอะเกิน เลยตัดทอนออกให้เหลือแค่ใจความสำคัญเท่าที่เห็นนี่หละครับ
อธิบายชื่อตอน "จำนวนเฉพาะตัวแรก"
เลขจำนวนเฉพาะ ไม่ต้องอธิบายมากก็น่าจะเข้าใจตรงกันนะครับ ^^"
เอาหน่อยหรอ? กลัวว่าคนที่ไม่ได้เรียนคณิตมาจะอ่านไม่รู้เรื่องหรอ? เอ้า! ก็ได้ๆ อธิบายย่อๆ นะครับ
เลขจำนวนเฉพาะคือ เลขที่ไม่สามารถหารด้วยเลขจำนวนเต็มบวกอื่นใด นอกจากเลข 1 และตัวมันเองครับ เพราะฉะนั้น เลข 1 จึงไม่ใช่จำนวนเฉพาะ (แต่เมื่อร้อยปีก่อนก็มีการถกกันเรื่องเลข 1 คือจำนวนเฉพาะหรือไม่) ทำให้เลข 2 เป็นเลขตัวแรกของระบบจำนวนเฉพาะไปโดยปริยายเลยครับ
Jul 7, 2008
รับน้องขึ้นดอย
เป็นธรรมเนียมกันไปแล้วกับงานรับน้องขึ้นดอยที่มหา'ลัยเชียงใหม่จัดขึ้นทุกปี และปีนี้ก็เป็นปีแรกที่ผมมีโอกาสเข้าร่วมอย่างเต็มตัว กับระยะทาง 17 กิโลเมตรเบื้องหน้าที่รอผมอยู่
วันศุกร์ตอนเย็นๆ หลังจากรับเสื้อผ้าที่ต้องใส่ขึ้นดอยในวันถัดไปแล้ว (ก็ไม่รู้ว่าทำไมพี่ๆ ถึงได้แจกแบบไม่ให้ได้ซักทุกที หรือเค้ากลัวว่าเสื้อจะหายก่อนถึงเวลาจริงเนี่ย?) เบน (ขอให้จินตนาการถึงปลากระเบนตัวดำๆ ที่อาศัยใต้ทะเลลึก พูดภาษาจาเหนือในสำเนียงเหน่อใต้ และมีความเบี่ยงเบนในจิตใจอย่างมากมายมหาศาล - เฮ้ยไอ่เบน อย่าโกรธกันนะเฟ้ย ข้าพูดแต่ความจริงทั้งนั้นแหละ อิอิ) ก็ได้ชวนผมให้นอนที่ห้องชมรมหมากล้อม แต่ถ้าผมนอนกะมันสองต่อสองจะเกิดอะไรบ้างก็มิอาจรู้ได้ จึงต้องชวนเพื่อนๆ ในชมรมให้อยู่ค้างด้วยกัน (ไม่งั้นไม่ปลอดภัย) แต่ก่อนหน้าที่จะไปค้างชมรมนั้น ก็เป็นเวลาตระเวนส่งผู้หญิงกลับหอ สำหรับฮันนี่ (แฟนขลุ่ย) ก็ถูกส่งกลับหอ 4.5 (พอดีจำไม่ได้ว่าหอไหน เลยเอา 1+8 แล้วหาร 2 อะ ^^") อย่างเรียบร้อยปลอดภัยสวัสดิภาพ (โดยมีการร่ำลาที่เสียเวลาอย่างไม่น่าเชื่อด้วย) แล้วก็ออกไปส่งฝ้ายผู้ซึ่งไม่ได้อยู่หอในอันปิดสี่ทุ่มตอนสี่ทุ่มพอดี (ประโยคปราบเซียน ใครอ่านแล้วไม่งงมั่ง 555+) เสร็จแล้วก็กลับมาอาบน้ำหอชายและออกไปค้างที่ห้องชมรมกีฬาในร่มกัน
พอไปถึงชมรมตอนเที่ยงคืนเพราะผิดแผนเนื่องจากไปส่งผู้หญิงนาน ก็เลยตกลงกันได้ว่าจะไม่นอนเพราะพี่นัดตอนตีสาม เลยนั่งเล่นโกะกับเบนและฮ่องเต้ฆ่าเวลาไปครึ่งชั่วยาม แล้วพวกนั้นก็นั่งเล่น Risk กันต่อโดยเราขอตัวไปอ่านหนังสือ (ที่จริงแล้วไม่อยากเล่น เพราะไซโคสนุกกว่า) พอผ่านไปได้ 20 นาทีเราเลยเข้าไปถือหางช่วยแก๊ป หลังจากไซโคได้ที่แล้วก็ชิ่งหนีมาดูอาณาจักรอื่นล่มสลาย แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถเผด็จศึกได้ในทันที โชคยังดีที่ไม่โดนตีกลับและช่วงชิงชัยชนะมาได้ พอเกมจบก็หมดเวลาแล้วต้องไปเข้าแถวเตรียมตัว แต่ไหงถึงไปสายได้ก็ไม่รู้สินะ...
พอจัดแถวผู้ชายเสร็จก็เดินไปรับผู้หญิงตามหอต่างๆ ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงได้เหนื่อยหยั่งนี้นะ รับเสร็จหมดก็ไปต่อที่ศาลาธรรม แล้วก็นั่งกินข้าวเช้าอันได้แก่กะเพรา เฮ้อ... ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีโรคไม่อยากกินเผ็ดก็ไม่หาย สุดท้ายก็จำใจกินเข้าไปจนหมด แล้วก็หลับรอเวลาขึ้นดอยเพราะไม่ได้หลับมาทั้งคืน แต่แล้วอยู่ๆ ท้องก็ปวดอย่างรุนแรงขึ้นมา (effect จากกะเพรางั้นหรือนี่!) เลยรีบวิ่งไปหาห้องน้ำหลังศาลาธรรม แต่โอโหแม่เจ้า คนมากมายมหาศาลรอกันเป็นวันเลยมั้งนั่นกว่าจะได้เข้า จึงต้องจำใจวิ่งกลับไปอมช. (ชั้นบนของห้องชมรม) เพื่อเข้าห้องน้ำ!! ระยะทางก็ประมาณกิโลกว่าๆ เห็นจะได้ แต่ตอนนั้นขามันสั่งให้วิ่งไปอย่างเดียวแล้วอะ ผลปรากฏว่าท้องเสียอย่างหนัก (ขอสงนคำบรรยายเชิงลึกบนหน้าเว็บไว้แต่เพียงเท่านี้นะครับ) กลับมาเลยซัดน้ำเกลือไป 1 ขวด โชคดีที่ไม่เป็นไรมากเลยขึ้นดอยไหวอยู่ (เดินไปกับแถวพยาบาลพอไหว ไม่ถึงขั้นต้องพึ่งรถพยาบาลไปแฮะ)
และแล้วระยะทางสุดโหดอันแสนยาวนานก็ได้เริ่มขึ้น ช่วงเช้านั้นตอนที่ยังไปได้ไม่ถึงครึ่งทางอยู่ๆ แรงก็หมด (แน่หละสิ น้ำเกลือขวดเดียวจะไปพอได้ไง) แต่จะออกจากแถวตอนนั้นก็ไม่ได้อีกเพราะวิท'ลัยสื่อจะแซงพอดี พี่ๆ เลยสั่งวิ่งห้ามโดนแซง โอโหแรงฮึดมาจากไหนไม่รู้ วิ่งไปอย่างไร้สติจนแถวหยุด รู้ตัวอีกทีก็เดินแทบไม่ได้เอาซะแล้ว โชคยังดีที่ร้อยเมตรหน้าเป็นจุดพักกินอาหารพอดี เลยซัดน้ำอัดลมกระป๋องไปสองพร้อมกับสปอนเซอร์อีกหนึ่ง นั่งพักครึ่งชั่วโมงก็เริ่มหายดี ทีนี้ห้ากิโลสุดท้ายเลยได้เดินในแถวปรกติ แล้วเรื่องไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นที่สองกิโลเมตรก่อนถึงพระธาตุ คือสตาปวิ่งที่ไม่ยอมให้พวกเรายิ้มซักนิดกลับปล่อยมุกฝืด แป๊ก ควายอย่าง "เดินดีๆ ระวังสะดุดหัวใจพี่นะน้อง" ออกมาซะงั้น!!! สงสัยเพราะเพราะใกล้ถึงยอดดอยเลยมีปล่อยให้น้องหัวเราะมั่งซะงั้น แต่ก็ดีแล้วเพราะบรรยากาศที่เครียด มึน เหนื่อยก็มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง และแล้วโค้งสปีริตก็มาอยู่เบื้องหน้าโดยไม่ทันรู้ตัว โค้งนี้กะประมาณจากสายตาแล้วคงได้ซัก 300-500 เมตรได้ แถมทางขึ้นเขายังชันเป็นว่าเล่นอีก แต่ถ้าเทียบๆ ดูกับรด.ที่เคยผ่านมาแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรยาก แล้วทำไมคนทั้งหลายถึงได้กลัวกันนักหนาหละ คำตอบก็ง่ายๆ คือขึ้นไปคนเดียวไม่ได้ เพื่อนรอบกายที่อยู่เคียงข้างต้องขึ้นไปด้วยกันให้หมด แล้วผู้หญิงส่วนมากก็มักจะขึ้นไม่ไหวต้องให้ผู้ชายอย่างพวกเราช่วยดึงขึ้นไปยังไงหละ นับว่าเป็นโชคดีอย่างมากมายมหาศาลที่คณะวิทย์ไม่มีผู้หญิงตัวโตเลย ทำให้พวกเราสามารถผ่านโค้งสุดโหดนี้มาได้พร้อมกันในที่สุด
หลังจากนั่งพักจนหายเหนื่อยแล้ว ก็หันไปเห็นคุณชายวินและคุณหญิงอ้อมนั่งเคียงคู่กันอยู่ ไม่รู้เลยนะเนี่ยว่าเลื่อนขั้นจากเพื่อนไปเป็นอีกระดับหนึ่งแล้ว ยังไงก็ขอให้โชคดีละกันเน้อ ^^ พอรวมกลุ่มเพื่อนได้เสร็จก็เดินขึ้นไปไหว้พระธาตุกัน อึ่ม... 17 กิโลที่ตอนเช้าที่เกือบเป็นลมล้มพับไปรอบนึง กับตอนบ่ายที่ต้องฉุดผู้หญิงผ่านโค้งสปีริต แต่สุดท้ายก็ไปไหวตลอดรอดฝั่งปรกติไม่เป็นอะไร (แค่เหนื่อยมากๆ เอง) แต่ไหงบันไดขั้นที่ 197 ถึงได้เจ็บเพราะตระคิวกินก็ไม่รู้ T_T สงสัยว่าแรงหมดพอดีหละมั้ง พอไปถึงพระธาตุเลยต้องนั่งพักซักหน่อยก่อนแล้วค่อยเข้าไปไหว้พระ เสียดายที่เวลาหมดอดชมวิวจากยอยดอยเลย แต่ไม่เป็นไร ยังไงเราก็จะกลับมาขึ้นด้วยด้วยกันอีกครั้ง สัญญากันแล้วนะ ส่วนตอนนี้ก็คงต้องขอลาแล้วหละ แล้วพบกันใหม่เมื่อถึงเวลานั้นอีก ราตรีสวัสดิ์
วันศุกร์ตอนเย็นๆ หลังจากรับเสื้อผ้าที่ต้องใส่ขึ้นดอยในวันถัดไปแล้ว (ก็ไม่รู้ว่าทำไมพี่ๆ ถึงได้แจกแบบไม่ให้ได้ซักทุกที หรือเค้ากลัวว่าเสื้อจะหายก่อนถึงเวลาจริงเนี่ย?) เบน (ขอให้จินตนาการถึงปลากระเบนตัวดำๆ ที่อาศัยใต้ทะเลลึก พูดภาษาจาเหนือในสำเนียงเหน่อใต้ และมีความเบี่ยงเบนในจิตใจอย่างมากมายมหาศาล - เฮ้ยไอ่เบน อย่าโกรธกันนะเฟ้ย ข้าพูดแต่ความจริงทั้งนั้นแหละ อิอิ) ก็ได้ชวนผมให้นอนที่ห้องชมรมหมากล้อม แต่ถ้าผมนอนกะมันสองต่อสองจะเกิดอะไรบ้างก็มิอาจรู้ได้ จึงต้องชวนเพื่อนๆ ในชมรมให้อยู่ค้างด้วยกัน (ไม่งั้นไม่ปลอดภัย) แต่ก่อนหน้าที่จะไปค้างชมรมนั้น ก็เป็นเวลาตระเวนส่งผู้หญิงกลับหอ สำหรับฮันนี่ (แฟนขลุ่ย) ก็ถูกส่งกลับหอ 4.5 (พอดีจำไม่ได้ว่าหอไหน เลยเอา 1+8 แล้วหาร 2 อะ ^^") อย่างเรียบร้อยปลอดภัยสวัสดิภาพ (โดยมีการร่ำลาที่เสียเวลาอย่างไม่น่าเชื่อด้วย) แล้วก็ออกไปส่งฝ้ายผู้ซึ่งไม่ได้อยู่หอในอันปิดสี่ทุ่มตอนสี่ทุ่มพอดี (ประโยคปราบเซียน ใครอ่านแล้วไม่งงมั่ง 555+) เสร็จแล้วก็กลับมาอาบน้ำหอชายและออกไปค้างที่ห้องชมรมกีฬาในร่มกัน
พอไปถึงชมรมตอนเที่ยงคืนเพราะผิดแผนเนื่องจากไปส่งผู้หญิงนาน ก็เลยตกลงกันได้ว่าจะไม่นอนเพราะพี่นัดตอนตีสาม เลยนั่งเล่นโกะกับเบนและฮ่องเต้ฆ่าเวลาไปครึ่งชั่วยาม แล้วพวกนั้นก็นั่งเล่น Risk กันต่อโดยเราขอตัวไปอ่านหนังสือ (ที่จริงแล้วไม่อยากเล่น เพราะไซโคสนุกกว่า) พอผ่านไปได้ 20 นาทีเราเลยเข้าไปถือหางช่วยแก๊ป หลังจากไซโคได้ที่แล้วก็ชิ่งหนีมาดูอาณาจักรอื่นล่มสลาย แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถเผด็จศึกได้ในทันที โชคยังดีที่ไม่โดนตีกลับและช่วงชิงชัยชนะมาได้ พอเกมจบก็หมดเวลาแล้วต้องไปเข้าแถวเตรียมตัว แต่ไหงถึงไปสายได้ก็ไม่รู้สินะ...
พอจัดแถวผู้ชายเสร็จก็เดินไปรับผู้หญิงตามหอต่างๆ ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงได้เหนื่อยหยั่งนี้นะ รับเสร็จหมดก็ไปต่อที่ศาลาธรรม แล้วก็นั่งกินข้าวเช้าอันได้แก่กะเพรา เฮ้อ... ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีโรคไม่อยากกินเผ็ดก็ไม่หาย สุดท้ายก็จำใจกินเข้าไปจนหมด แล้วก็หลับรอเวลาขึ้นดอยเพราะไม่ได้หลับมาทั้งคืน แต่แล้วอยู่ๆ ท้องก็ปวดอย่างรุนแรงขึ้นมา (effect จากกะเพรางั้นหรือนี่!) เลยรีบวิ่งไปหาห้องน้ำหลังศาลาธรรม แต่โอโหแม่เจ้า คนมากมายมหาศาลรอกันเป็นวันเลยมั้งนั่นกว่าจะได้เข้า จึงต้องจำใจวิ่งกลับไปอมช. (ชั้นบนของห้องชมรม) เพื่อเข้าห้องน้ำ!! ระยะทางก็ประมาณกิโลกว่าๆ เห็นจะได้ แต่ตอนนั้นขามันสั่งให้วิ่งไปอย่างเดียวแล้วอะ ผลปรากฏว่าท้องเสียอย่างหนัก (ขอสงนคำบรรยายเชิงลึกบนหน้าเว็บไว้แต่เพียงเท่านี้นะครับ) กลับมาเลยซัดน้ำเกลือไป 1 ขวด โชคดีที่ไม่เป็นไรมากเลยขึ้นดอยไหวอยู่ (เดินไปกับแถวพยาบาลพอไหว ไม่ถึงขั้นต้องพึ่งรถพยาบาลไปแฮะ)
และแล้วระยะทางสุดโหดอันแสนยาวนานก็ได้เริ่มขึ้น ช่วงเช้านั้นตอนที่ยังไปได้ไม่ถึงครึ่งทางอยู่ๆ แรงก็หมด (แน่หละสิ น้ำเกลือขวดเดียวจะไปพอได้ไง) แต่จะออกจากแถวตอนนั้นก็ไม่ได้อีกเพราะวิท'ลัยสื่อจะแซงพอดี พี่ๆ เลยสั่งวิ่งห้ามโดนแซง โอโหแรงฮึดมาจากไหนไม่รู้ วิ่งไปอย่างไร้สติจนแถวหยุด รู้ตัวอีกทีก็เดินแทบไม่ได้เอาซะแล้ว โชคยังดีที่ร้อยเมตรหน้าเป็นจุดพักกินอาหารพอดี เลยซัดน้ำอัดลมกระป๋องไปสองพร้อมกับสปอนเซอร์อีกหนึ่ง นั่งพักครึ่งชั่วโมงก็เริ่มหายดี ทีนี้ห้ากิโลสุดท้ายเลยได้เดินในแถวปรกติ แล้วเรื่องไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นที่สองกิโลเมตรก่อนถึงพระธาตุ คือสตาปวิ่งที่ไม่ยอมให้พวกเรายิ้มซักนิดกลับปล่อยมุกฝืด แป๊ก ควายอย่าง "เดินดีๆ ระวังสะดุดหัวใจพี่นะน้อง" ออกมาซะงั้น!!! สงสัยเพราะเพราะใกล้ถึงยอดดอยเลยมีปล่อยให้น้องหัวเราะมั่งซะงั้น แต่ก็ดีแล้วเพราะบรรยากาศที่เครียด มึน เหนื่อยก็มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง และแล้วโค้งสปีริตก็มาอยู่เบื้องหน้าโดยไม่ทันรู้ตัว โค้งนี้กะประมาณจากสายตาแล้วคงได้ซัก 300-500 เมตรได้ แถมทางขึ้นเขายังชันเป็นว่าเล่นอีก แต่ถ้าเทียบๆ ดูกับรด.ที่เคยผ่านมาแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรยาก แล้วทำไมคนทั้งหลายถึงได้กลัวกันนักหนาหละ คำตอบก็ง่ายๆ คือขึ้นไปคนเดียวไม่ได้ เพื่อนรอบกายที่อยู่เคียงข้างต้องขึ้นไปด้วยกันให้หมด แล้วผู้หญิงส่วนมากก็มักจะขึ้นไม่ไหวต้องให้ผู้ชายอย่างพวกเราช่วยดึงขึ้นไปยังไงหละ นับว่าเป็นโชคดีอย่างมากมายมหาศาลที่คณะวิทย์ไม่มีผู้หญิงตัวโตเลย ทำให้พวกเราสามารถผ่านโค้งสุดโหดนี้มาได้พร้อมกันในที่สุด
หลังจากนั่งพักจนหายเหนื่อยแล้ว ก็หันไปเห็นคุณชายวินและคุณหญิงอ้อมนั่งเคียงคู่กันอยู่ ไม่รู้เลยนะเนี่ยว่าเลื่อนขั้นจากเพื่อนไปเป็นอีกระดับหนึ่งแล้ว ยังไงก็ขอให้โชคดีละกันเน้อ ^^ พอรวมกลุ่มเพื่อนได้เสร็จก็เดินขึ้นไปไหว้พระธาตุกัน อึ่ม... 17 กิโลที่ตอนเช้าที่เกือบเป็นลมล้มพับไปรอบนึง กับตอนบ่ายที่ต้องฉุดผู้หญิงผ่านโค้งสปีริต แต่สุดท้ายก็ไปไหวตลอดรอดฝั่งปรกติไม่เป็นอะไร (แค่เหนื่อยมากๆ เอง) แต่ไหงบันไดขั้นที่ 197 ถึงได้เจ็บเพราะตระคิวกินก็ไม่รู้ T_T สงสัยว่าแรงหมดพอดีหละมั้ง พอไปถึงพระธาตุเลยต้องนั่งพักซักหน่อยก่อนแล้วค่อยเข้าไปไหว้พระ เสียดายที่เวลาหมดอดชมวิวจากยอยดอยเลย แต่ไม่เป็นไร ยังไงเราก็จะกลับมาขึ้นด้วยด้วยกันอีกครั้ง สัญญากันแล้วนะ ส่วนตอนนี้ก็คงต้องขอลาแล้วหละ แล้วพบกันใหม่เมื่อถึงเวลานั้นอีก ราตรีสวัสดิ์
Subscribe to:
Posts (Atom)