Nov 16, 2009

I Can't Tell You Why

...Nothing's wrong as far as I can see
We make it harder than it has to be

คืนนี้พยายามข่มตาให้หลับ แต่ก็หลับไม่ลง
แล้วอยู่ๆ ท่อนนี้ของเพลงก็ดังขึ้นมาในหัว
ใช่แล้วหละ ชีวิตเราช่างเหมือนกับเพลงนี้เสียจริง

สิ่งที่ร้ายๆ ที่เราพบมันนั้น
แท้จริงแล้วไม่ได้ยากเกินไปกว่าที่จะก้าวข้ามมันเลย
แต่กลับกลายเป็นเราเอง ที่ทำให้มันยากขึ้นกว่าเดิม
จนหลายครั้งก็ถอดใจที่จะก้าวต่อ

รู้จักเพลงนี้มานานนนนนนนนนมากครับ
นานแบบว่า ลืมไปแล้วว่าไปรู้จักตอนไหน
จำได้แค่ว่า ตอนเริ่มซื้อคอมฯใหม่ๆ ช่วงป.5
อินเตอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย หา mp3 ยากมาก
แต่ก็อยากเปิดเพลงฟังในคอมฯ เพราะมันเทห์ดี

ถึงขั้นเปิดเทปในวิทยุ แล้วก็จ่อไมค์อัดเสียงลงไป
ตอนนั้นยังไม่มีโปรแกรมแปลงเป็น mp3 เลย
ส่วนไอ่การจ่อไมค์นั้น ก็ทำคุณภาพดร็อปลงไปอีกมากโข
เสียงที่ได้จึงไม่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังฟัง

จนกระทั่งข้างบ้านไปได้เพลงนี้มาจากไหนก็ไม่รู้
เลยเอาแผ่นฟล๊อปปี้ดิกส์ไปก็อปมาฟัง
จะก๊อปตรงๆ ก็ไม่ได้อีก เพราะขนาดไฟล์ใหญ่เกินความจุ
ต้องหาโปรแกรมซิปมาแยกไฟล์-ต่อไฟล์ให้วุ่นวาย
แถมตอนนั้น แผ่นที่ใช้ได้ดันมีเหลือแผ่นเดียวพอดี
ได้เดินไปเดินกลับตั้งหลายรอบกว่าจะเสร็จ

พอหมดยุคของเทปคลาสเซต (ทางบ้าน)
ก็ก้าวกระโดดไปที่ยุคของดีวีดีเลย (555)
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่หาดีวีดีเพลงนี้นานมาก
กว่าจะได้มาก็ต้องไปถึงแม่สายโน่นแหนะ

แล้วก็นะ อุตสาห์ได้แผ่นมาทั้งที
แต่เครื่องเล่นหนังที่บ้านยังเป็นซีดีอยู่เลย
ได้ลงทุนเปลี่ยนเป็นเครื่องดีวีดีเพื่อแผ่นนี้แผ่นแรก

จนเมื่อขายรถเก่าไปแล้ว รถใหม่มีแต่ช่องใส่ซีดี
เทปเพลงที่มีอยู่ก็ดูเหมือนจะหมดประโยชน์
เลยไปหาซีดีเพลงนี้มาติดรถไว้ฟังอีกจนได้

แม้ว่าจะยากลำบากเพียงไหนในการหาเพลงนี้มาฟัง
แต่ก็ยังทำไปเพราะอยากฟังเพลงนี้จับจิต
อาจเป็นเพราะเสียงร้องที่มีเสน่ห์ของ Timothy B. Schmit
หรืออาจเป็นเพราะท่วงทำนองที่ฟังแล้วเหมือนตรึงเราอยู่กับที่
แต่สุดท้ายแล้ว ผมก็บอกไม่ได้หรอก เพราะอะไรผมถึงได้ทำไป
เพราะว่าผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

...I can't tell you why...

ฟังมาตั้งนาน ลงทุนลงแรงกับมันไปเยอะ
แต่ก็พึ่งจะมาเข้าใจความหมายแท้จริง
ใช่แล้ว บางทีเราก็บอกไม่ได้หรอก
ว่าทำไมถึงได้ทำสิ่งนั้นลงไป
แต่ผลสุดท้ายแล้วนั้น

เพลงนี้ ก็เหมือนกับชีวิตผมตอนนี้นั่นแหละ

Every time I try to walk away
Something makes me turn around and stay
And I can't tell you why...

Oct 3, 2009

You’ve Got a Friend



You just call out my name
and you know wherever I am
I'll come running to see you again.

ขอเพียงแต่เขียนมา ขอเพียงส่งเสียงมา
จะไปในทันใด จะไปยืนเคียงข้างเธอ
จะไปดูแลเป็นเพื่อนเธอ ให้เธอหมดความกังวลใจ

สวัสดีหลังจากที่ไม่ได้อัพอะไรมานานมากกกกกกกกก
หลังจากที่ได้อัพติดกันถี่ๆ แล้ว อัพบ้างไม่อัพบ้างคราวนี้รู้สึกดีจัง
สงสัยเป็นเพราะถ้าต้องเค้นพลังสมองมาอัพ จะคิดไม่ค่อยออก
แต่พอปล่อยตัวให้ว่าง กลับทำได้ง่ายๆ เลย เย่ๆๆ

ก็เหมือนเพลงนี้แหละครับ
ไม่ต้องคิดถึงตลอดเวลา แต่ถ้าต้องการเมื่อไหร่จะมาทันที
เพื่อนกัน ก็ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกันสิ จริงมั้ย...

...แวะมาอัพสั้นๆ พอดีนอนไม่ค่อยหลับ
แล้วเพลงนี้ก็วิ๊งขึ้นมาในหัวพอดี ^^
อยากเก็บมาเล่าขานซ้ำอีกครั้งครับ

Winter, Spring, Summer, or Fall,
All you have to do is call
And I'll be there, You've got a friend.

Sep 23, 2009

คุ๊กกี้กับชายแปลกหน้า

ณ สนามบินที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งในช่วงวันหยุดยาว

ผู้หญิงคนหนึ่งเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านที่เธอจากมาแสนนาน
เธอซื้อหนังสือพิมพ์และคุ๊กกี้ระหว่างรอขึ้นเครื่องที่ดีเลย์กว่าครึ่งชั่วโมง
หลังจากหาที่นั่งอยู่นาน เธอก็พบที่นั่งว่างข้างชายแก่ที่ดูป่ำเป๋อๆ คนหนึ่ง
ด้วยความดีใจ เธอรีบตรงไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์และกินคุ๊กกี้ทันที

หลังจากนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ได้พักใหญ่ เธอเริ่มรู้สึกได้ถึงสิ่งประหลาด
คือคุ๊กกี้ที่เธอกินนั้น เหมือนว่าจะร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วเกินกว่าปรกติ
เธอเหลือบตาจากหนังสือพิมพ์ดู พบชายแก่หยิบคุ๊กกี้กินอย่างเอร็ดอร่อย

ด้วยความไม่พอใจ แต่ไม่กล้าพูดอะไรเนื่องจากไม่อยากมีเรื่องกับคนแก่
เธอจึงหยิบคุ๊กกี้กินเร็วขึ้น หวังว่าชายแก่จะไม่มีโอกาสได้แย่งเธอกิน

แต่ยิ่งเธอหยิบคุ๊กกี้กินเร็วขึ้นเท่าไหร่ ชายแก่ก็ยิ่งกินคุ๊กกี้ตามไวขึ้นเท่านั้น
จนคุ๊กกี้เหลือชิ้นสุดท้าย เธอและชายแก่ต่างดูท่าทีกัน ยังไม่รุกต่อแต่อย่างใด
เธอมองชายแก่ตาเขียวปั๊ด ส่วนชายแก่มองเธอด้วยรอยยิ้ม

เวลาผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ ชายแก่ก็ยื่นมือลงไปหยิบคุ๊กกี้ขึ้นมา
เขาหักมันออกครึ่งนึง และยื่นคุ๊กกี้ครึ่งชิ้นให้เธอด้วยรอยยิ้ม
ส่วนอีกครึ่งชิ้นนั้น พอเขากินเสร็จ เขาก็จากไป

เธอโมโหกับเหตุการณ์นี้มาก ที่ต้องเจอกับคนไร้มารยาทในวันที่น่าหงุดหงิด
พอได้เวลาขึ้นเครื่อง เธอจึงตรงไปยังทางขึ้นทันทีและเปิดกระเป๋าหยิบตั๋วโดยสาร
แต่สิ่งที่เธอพบในกระเป๋านั้น นอกจากของใช้ส่วนตัวและตั๋วเครื่องบินที่เธอหาแล้ว
ยังมี "คุ๊กกี้ห่อที่เธอซื้อ" อยู่ในนั้นด้วย

...

ปรกติเป็นคนเล่านิทานไม่เก่งเลย ถึงแม้ว่าจะอ่านนิทานมาเยอะก็ตาม
ทั่งยังไม่ชอบพูดว่า "นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..." ด้วย เพราะโตๆ กันแล้วนะ
จะเลือกมองด้านไหน มองยังไง ก็สุดแล้วถึงความคิดของแต่ละคนนะครับ

ที่วันนี้มาเล่านิทาน (ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า) เรื่องนี้ให้ฟัง
สงสัยเพราะอ่านนิทานบีเดิลของเจเคมาแล้วสนุกดีแหละครับ

เรื่องที่เล่ามานี้ ได้ฟังเมื่อครั้งเป็นนักเรียน ตอนเช้ามีการเทศน์ในโบสถ์
เป็นเรื่องของพระเจ้าบ้าง เรื่องทั่วไปบ้าง ก็ฟังมาตลอด (แม้จะจำได้นิดเดียว)
เรื่องนี้โดนใจเป็นพิเศษ เลยเก็บมาเล่าอีกครั้ง เพื่อให้จำขึ้นใจ และได้คิดไตร่ตรองครับ
ขอบคุณอาจารย์ (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้) มากๆ เลยครับ ที่ทำให้ผมมีโอกาสฟังเรื่องนี้

Aug 7, 2009

สิ่งที่ทำผิดลงไป

สิ่งที่ทำผิดลงไป
มันมีมากมายหลายอย่างจนนับไม่หมดเลยหละ
ถ้าเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ จะยังทำผิดซ้ำมั้ยน้า?
สมองยิ่งทึบอยู่ด้วย สอนอะไรไปก็ไม่ค่อยจะจำ

วันนี้เอารถไป (โดน) ชนมาอีกแล้ว
สาเหตุใหญ่คือ รีบร้อนจนลืมตัว
จนทำให้ตัดสินใจอะไรง่ายไปจริงๆ

พอเห็นทางโล่งปุ๊ป ก็รีบเลี้ยวปั๊ป
ทางถนนอะมันโล่ง แต่บนขอบทางดันมีคนอยู่
แล้วคนนั้น เค้าก็ดันข้ามถนนตรงจุดอันตรายเสียด้วย
รถเราที่พุ่งไป ก็เกือบชนคนที่ข้ามถนนนั้น
โชคดีที่เบรกทัน เค้าคนนั้นเลยไม่เป็นไร

แต่เหมือนกับใช้โชคมากไปจนหมด
ทันใดนั้นก็มีรถมอไซต์พุ่งมาอย่างเร็วในทางตรงข้าม
รถเราที่เบรกกะทันหันเพื่อไม่ให้ชนคน
ก็กลับกลายเป็นขวางทางมอไซต์คันนั้นแทน

ตอนที่โดนชนนั้น ในหัวเรามันขาวโพลนไปหมด
กว่าจะรู้ตัวว่าควรทำอะไรต่อไปก็เกือบสิบวิ
กว่าจะรู้ตัวว่าเราขับไปขวางเค้านะ ก็สับสนนานมาก
แย่จริงๆ เลย เรานี่ ทำผิดแล้วยังไม่รู้ตัวอีก

จากใจจริงแล้ว เราไม่อยากทำผิดหรอก
เกิดเรื่องขึ้นแต่ละที มันช่างทรมานจิตใจ
เป็นไปได้ก็อยากรับรู้สถานการให้กระจ่างชัด
และต้องไม่ลืมว่า จะต้องตัดสินด้วยความรอบคอบ
ไม่ให้เรื่องอื่นใดมารบกวนความคิดได้

สิ่งที่ทำผิดไป
แม้จะมีมากมายหลายอย่าง
และอาจกลับมาทำผิดได้อีกก็ตาม
แต่เราจะพยายามทำให้มันดีขึ้น
และมันต้องดีขึ้นให้ได้จริงๆ

Jul 3, 2009

หมดกำลังใจ

นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่เราไม่ได้อัพได
ช่วงนี้รู้สึกเครียดๆ กับงานที่วิ่งเข้ามาหา
เบื่อจังกับไอ้กำหนดการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม
เพราะอะไรที่เราลงเวลาไว้แล้ว มันจะเลื่อนๆๆๆๆ ออกไปหมดทุกอย่างเลย
หรือว่าเราขยันหางานมาลงจนขยับเวลาไม่ได้กันนะ...

ล่าสุด ตอนนี้มีงานเมเจอร์เข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
ใจจริงตั้งแต่แรกนั้น อยากทำงานนี้อยู่แล้ว
เพราะว่าเราจะได้ทำหน้าที่ที่อยากทำมานานมาก
นั่นคือ การควบคุมและตัดต่อเสียงประกอบละคร
เป็นงานที่ค่อนข้างหนัก แต่เราก็เดิมใจทำ
เพราะเมื่อเรามีใจชะอย่าง หนักแค่ไหนก็ไม่กลัวอยู่แล้ว

แต่แล้วก็เกิดเรื่องน่าหงุดหงิดขึ้น เมื่อวันแรกก็เลิกดึกมากๆ
ซึ่งเราก็ไม่รู้มาก่อนว่า มันจะดึกได้ถึงขนาดนี้
ทางบ้านก็เป็นห่วง ไม่อยากให้กลับเกินเที่ยงคืน
เพราะถ้าเลยนั้นแล้ว เราคงขับรถไม่ไหวแน่
ยังดีที่สามารถอาศัยหอเพื่อนนอนได้

วันถัดมาเลยตัดสินใจหอบข้าวของไปนอนหอเพื่อน
แต่ก็ไม่อยากรบกวนนานเกิน เลยสืบดูว่าจะมีวันไหนที่ได้เลิกเร็วมั่ง
ก็คาดไว้ว่า เป็นวันที่พี่ขอดูละครที่พวกเราทำมา

ในใจนั้นกะไว้แล้วว่า ต้องไม่ผ่านพี่ๆ แน่นอน
เพราะละครที่ทำกันก็ยังไม่ดีมากมายถึงขั้นชิงออสการ์ได้
แต่เหตุผลหลักที่เรารู้สึกได้อย่างรุนแรงมากก็คือ
มันเป็นธรรมเนียมที่พี่ไม่ยอมให้ผ่านตั้งแต่ครั้งแรกอยู่แล้ว

ก็เผื่อใจไว้แล้วว่าต้องได้แก้ไขงานแน่นอน
แต่ไม่นึกไม่ฝันเลยว่า พี่จะไร้เหตุผล ขอให้แก้งานให้เสร็จในคืนนี้
โอ้... วันที่ฉันจะได้พักผ่อนสลายหายไปกับตา

ช๊อคมากเลยตอนได้ยินอย่างนั้น
ตอนสี่ทุ่มครึ่งเวลาที่จะต้องได้แสดงซ่อมให้พี่ดูนั้น
คอมเมนท์คราวนี้เหมือนจะเยอะกว่าครั้งแรกที่เสดงให้ดูอีก
พอคอมเมนท์เสร็จตอนเที่ยงคืน ก็พบว่ามีอีกหลายจุดมากที่ต้องแก้

แล้วเราก็อยู่แก้งานกันไปเรื่อยๆ โดยมีพี่ๆ คอยเฝ้าให้คำแนะนำ
ลิมิตของเรามันก็หมดลงตอนตีสาม ไม่ไหวแล้ว
รู้สึกแย่มากๆ ว่าทำไมต้องอยู่ทำงานดึกๆ ด้วย

ถึงแม้ว่าเพื่อนๆ หลายคนจะอยู่กันได้
แต่เรามีบ้านให้กลับ มีครอบครัวให้ดูแล
จะให้กลับดึกแบบนี้ไปตลอดมันก็ไม่ไหวนะ

พอแล้วหละ จะไม่อยู่ทำงานดึกๆ กับงานที่ไร้สาระอีกแล้ว
หมดกำลังใจในการทำงานเมเจอร์ไปแล้ว
อย่าให้หมดใจที่จะรักเมเจอร์นี้อีกอย่างนึงเลย

Jun 7, 2009

สำรวจตัวเอง กับหนึ่งปีที่ผ่านมา

หนึ่งปี (กว่าๆ) ผ่านไปแล้วสำหรับชีวิตในมหา'ลัย
มองย้อนไป ทำไมเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย

อย่างแรก ก็ยังตื่นสายอยู่เหมือนเดิม
แน่นอนว่า บังคับตัวเองให้ตื่นเช้าก็พอทำได้
แต่พอทำติดต่อกันไปนานๆ แล้วล้าจังแฮะ
ยิ่งถึงวันที่ไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าแล้ว เลยไปโน่น
ต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ นอนให้เร็วขึ้นเท่านั้นแหละ

อย่างต่อมา หลับในห้องเรียนตอนเจอวิชาน่าเบื่อ
อันนี้คาดว่าเป็นผลกระทบมาจากข้อแรกเต็มๆ
แต่ถ้าแก้ข้อแรกแล้วยังหลับอยู่ ต้องพิจรณาใหม่

อย่างที่สาม ห้องยังคงรกรุงรังอยู่เหมือนเดิม
คาดว่าเนื่องมาจาก เวลาไม่ค่อยมีให้จัดของเท่าไหร่
น่าจะเกี่ยวข้อกับข้อหนึ่งด้วย เพราะนอนเยอะมาก
ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในการจัดตารางเวลาแล้วหละ

...

สิ่งที่รู้ตัวชัดขึ้น เมื่อได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในมหา'ลัยมา

เราชอบทำกิจกรรม... ไม่สิ ต้องบอกว่ารักเลยหละ
แต่ว่าเรานั้น เข้าร่วมกิจกรรมในฐานะผู้ร่วมงานบ่อย
พอย้ายมาอยู่ในฐานะผู้จัดกิจกรรม ยังทำได้ไม่ดีเลย
โดยเฉพาะเรื่องการวางแผนล่วงหน้า การจัดสรรค์คน
ต้องรีบปรับปรุงตัวเองโดยด่วนแล้วหละ

เราเป็นคนยอมความคิดคนอื่นมากเกินไป
ทั้งๆ ที่มีไอเดียแจ่มแมวอยู่ในหัวแท้ๆ
แต่หลายต่อหลายครั้ง เราไม่ได้พูดออกไป
เพราะว่ากลัวโน่นนี่นั่นเต็มไปหมด
แล้วผลสุดท้ายก็ทำให้งานออกมาไม่น่าพอใจ
อันนี้เริ่มแก้ไขไปแล้ว

เรายังไม่มีความเป็นผู้นำที่ดี
เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ เราฟังคนอื่นมากเกินไป
และในหลายๆ ครั้ง เราดันลงไปทำงานเล็กน้อยๆ
ตรงนี้ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติการทำงานหละ

...

เรื่องที่บกพร่องยังมีเยอะกว่านี้
แต่เอาเป็นว่า แก้ไขเรื่องที่เขียนๆ มานี้ให้ได้ก่อน
แล้วอีกหลายๆ อย่างน่าจะดีขึ้นตามลำดับเอง

May 27, 2009

รถชน อีกแล้ว

เมื่อวานนี้เราได้ขับรถคันที่ไม่ได้ขับมานาน
เป็นรถกระบะเกียร์กระปุกคันใหญ่มากๆ
ซึ่งปรกติเราจะไม่ขับคันนี้เด็ดขาด
เพราะมันขับยากมาก
แถมครั้งแรกที่ได้ขับนั้น ก็ไปเฉี่ยวมาแล้วด้วย

เพราะเรามีความจำเป็นต้องขับ ก็ใจตุ้มๆต่อมๆ ทั้งวัน
อาการต่างๆ ของมือใหม่ปรากฏออกมามากมาย
ทั้งสตาร์ทแล้วพุ่ง ดับกลางสี่แยก ลืมเปิดไฟ รถไหลลงเนิน
ไปจนถึงตอนดึกที่ขับชนเสาล้มลงหนึ่งต้น
อีกแล้วหรอ ...เฮ้อ

เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนที่ขับรถลงเนิน
เราลดเกียร์ลงเป็นเกียร์สอง เพื่อลดความเร็วของรถ
ทางตอนนั้นมืดมากๆ ไม่รู้ว่าไฟดับหรือดับไฟกันแน่
เราเปิดไฟสูงเพื่อให้เห็นทางได้ง่ายขึ้น
แต่ไฟสูงก็ไม่สามารถช่วยให้มองเห็นด้านข้างได้ดีขึ้นเท่าไหร่
แถมคานรถฝั่งขวาคนขับนั้น ก็บดบังการมองเห็นไปหมด
มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่โดนเตือนว่า แถวนี้มีแสานะ
แต่ยังไม่ทันขาดคำ รถก็ชนเสาล้มไปซะแล้ว...

ตั้งแต่ขับรถจริงจังๆ มาได้หกเดือน เราขับรถไปเฉี่ยวชนมาแล้วถึงหกครั้ง
ไม่รู้ว่าเรามองโลกในแง่ดีหรือว่าเข้าข้างตัวเองมากเกินไปมั้ย
แต่ทุกครั้งที่เราขับรถไปชนนั้น ไม่เคยชนซ้ำที่จุดเดิมเลย
และที่สำคัญ ทุกครั้งที่เกิดเรื่อง คู่กรณีคือเสาทั้งนั้น ไม่มีคนเคยโดนเราขับชนด้วย

ใครหลายคนที่ขับรถแล้วต้องได้เฉี่ยวได้ชนบ่อยๆ อาจจะหวาดกลัวการขับรถไปเลย
แต่นั่นไม่ใช่เรา เพราะยิ่งเราขับชนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอยากฝึกขับรถให้มากขึ้นเท่านั้น
ถึงแม้ว่าเราจะมีโอกาสขับรถไปชนเสาสูงมากก็ตาม
แต่เรามั่นใจว่า จะไม่ชนที่เดิมอีกแน่นอน

และสัญญาว่า จะระมัดระวังให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่ขับรถชนอีก

May 18, 2009

พายุ นอนไม่หลับ กลัว

ฉันนั่งอยู่ตรงที่เดิม ที่เดียวกันกับเมื่อสองปีก่อน
แต่กลับให้ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

"22:45"

ฉันไม่สามารถข่มตาให้หลับลงไปได้
แล้วอยู่ๆ พายุฝนก็ปรากฎตัวขึ้นมา

ฉันทำได้แต่กลัว... กลัวในพลังของมัน
กลัวว่าพายุที่เกิดขึ้นคราวนี้ จะใหญ่ยิ่งกว่าทุกครั้ง
กลัวว่าฉันจะพ่ายแพ้ต่อพายุผนที่โถมกระหน่ำ
กลัวว่าพายุจะทำลายทุกอย่างที่ได้ทำไว้จนหมด

อะไรทำให้เรากลายเป็นคนอย่างนี้ไปได้นะ...

ฉันได้แต่ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันมานี้
บางครั้ง การพูดอะไรออกไป อาจทำให้คนเข้าใจผิด
แต่ทุกครั้งที่ไม่ได้พูดอะไร มันทำให้คนเข้าใจผิดยิ่งกว่า
และท่าทางว่า มันจะเป็นต้นตอของพายุครั้งนี้ด้วย

ตอนนี้ฉันมองไม่เห็นหนทาง ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี
สองสิ่งที่หวังไว้ ขอให้ฝนเบาลง เผื่อจะเห็นทางข้างหน้า
และขอให้ไม่ล้มหมอนนอนเสื่อเสี่ยก่อนที่จะได้เห็นฝนหยุด

เพราะยังไงก็ตาม ฉันยังคงเชื่อมั่นว่า
เมื่อฟายุฝนได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ท้องฟ้านั้นย่อมสดใสสวยงามเสมอ

"1:11"

ถ้าเธอยังอยากก้าวเดินไปด้วยกัน
ขอให้เธอเชื่อมั่นและไว้ใจ
ฉันพร้อมจะก้าวเดินไปกับเธอเสมอ

Apr 25, 2009

Knowledge จับตัวเลขมาตัดแบ่งยังไงให้ได้ผลคูณมากที่สุด?

เมื่อต้นเดือน ได้มีโอกาสไปเป็นพี่ค่ายโอลิมปิกฟิสิกส์ดาราศาสตร์
เจอน้องกวนๆ คนนึง เป็นคนที่ต(ร)งมากๆ ได้ฝากคำถามมาว่า

"ถ้านำเลขจำนวนเต็มบวกมาเขียนในรูปการบวกของจำนวนเต็มบวก
แล้วเอาจำนวนที่กระจายนั้นมาคูณกัน ทำยังไงให้ได้ผลลัพท์มากที่สุด?"

อันนี้ไม่เคยทำ แต่จำได้ลางๆ ว่าเห็นผ่านๆ ใน My Math เลยตอบว่าทำได้
คุณน้องเลยตั้งคำถามต่อไปว่า "ถ้าขยายขอบเขตเป็นจำนวนจริงหละ"

คำตอบแรกที่แว๊บขึ้นมาในใจทันทีเลยคือ มันต้องเกี่ยวข้อกับค่า e แน่ๆ
แต่ด้วยความขี้เกียจ+ค่ายจัดบนดอยอินทนนท์ จะให้ขบปัญหาก็กระไรอยู่
ไปเที่ยวดอยให้สนุกดีกว่า (แม้จะมาเป็นรอบที่สี่ของปีนี้แล้วก็ตาม)

หลังจากลงดอยเสร็จ ก็ลืมเรื่องนี้ไปเลย ...จนได้ไปฟังโปรเจค JSTP
ตอนนั้นอยู่ในอารมณ์ไหนไม่รู้ สงสัยเซ็งที่ฟังเด็กพรีเซนท์ไม่รู้เรื่องมั้ง
ก็แว๊บนึกถึงโจทย์ข้อนี้ขึ้นมาได้ เลยทดลองหาคำตอบตรงนั้นเลย
(นักคณิตศาสตร์เค้ามีแต่นั่งพิสูจน์ ไอ่นี่นั่งทดลอง 555)
(บ่นอีกนิด เซ็งมากลืมเครื่องคิดเลข ส่วนมือถือคิด ln ได้ แต่ไม่มี e ให้ใช้)

สรุปว่า ทดลองยังไม่ทันเสร็จ ก็ต้องได้ฤกษ์กลับบ้านซะก่อน
เลยมาทำต่อที่บ้าน คราวนี้ได้ใช้ Excel แล้ว ง่ายขึ้นมากๆ เลย ^^
ทดลองเสร็จก็มานั่งพิสูจน์ต่อ ดังนี้

ก่อนอื่น แบ่งจำนวนจริงบวกเป็นสองส่วน ผลคูณที่มีค่ามากที่สุดหาได้จาก
ให้ m2(k) = k (n-k) เป็นฟังก์ชันผลคูณของเลขที่แบ่งส่วน
โดยให้ n คือจำนวนจริงที่ต้องการแบ่งส่วน
และ k คือตัวแปรที่ใช้เพื่อแบ่งส่วนจาก n
d/dx[m2(k)] = n - 2k
0 = n - 2k
k = n/2
หมายถึง เมื่อต้องการให้ได้ผลคูณมากที่สุด ต้องแบ่งทั้งสองสวนนี้เท่ากัน
ซึ่งสำหรับการแบ่งมากกว่าสองส่วน พิสูจน์ได้ในทำนองเดียวกันครับ ^^"
(ไม่ลงพิสูจน์ไว้ละ มันยาก+ยาว+ขี้เกียจ+ยังไม่ได้ลองทำ ...เอ๋ ยังไงเนี่ย)

หลังจากที่ทราบวิธีแบ่งส่วนที่ดีที่สุดแล้ว คำถามต่อมาคือแบ่งกี่ส่วนดี?
ทำได้โดยกำหนดสมการ mx(k) = (k/x)x
โดยที่ x คือจำนวนส่วนที่ต้องการแบ่ง
d/dx[mx(k)] = (k/x)x(ln(k) - ln(x) - 1) ดิฟยากหน่อย เพราะมีพจน์ xx
0 = (k/x)x(ln(k) - ln(x) - 1)
e = k/x
แปลเป็นภาษาชาวบ้านๆ ก็คือ แบ่งให้แต่ละส่วนมีค่าเท่ากับ e นั่นเอง

แต่ในความเป็นจริงนั้น จำนวนจริงทุกตัวไม่ได้หาร e ลงตัว
ตรงนี้ก็ไม่ยากอะไร จาก x = n/e ได้ค่ามาเท่าไหร่ก็ปัดให้ใกล้ค่านั้น
ที่ต้องระวังคือ เมื่อหลังจุดทศนิยมมีค่าประมาณเลข 5 ต้องตรวจสอบให้ดี
เช่น x = 1.48 ปัดลงไม่ได้ เพราะแบ่ง 2 ส่วนแล้วผลคูณมีค่ามากกว่า
ทั้งนี้ก็เพราะว่า ฟังก์ชัน ex ไม่ใช่เส้นตรง จึงแบ่งครึ่งพอดีไม่ได้

เขียนทั้งหมดด้วยความมันส์ ก็หวังว่าท่านผู้อ่านคงจะมันส์ไปด้วยนะครับ
บวกกับแอบหวังเล็กๆ ว่าผู้อ่านจะได้รับความรู้กลับไปบ้าง ซักนิดก็ยังดี เนาะ!
แล้วพบกันใหม่เมื่อไอเดียบรรเจิดอีกรอบ สวัสดีครับ ^^

Apr 10, 2009

เฉียดตาย

วันนี้โอกาสดี เพราะเป็นช่วงปิดเทอมที่เพื่อนๆ กลับมาจากต่างจังหวัด
ไม่ได้เจอกับเหล่าเพื่อนยากมานานประมาณ 175 วันเลยหรือนี่
(จำได้เพราะครั้งก่อนเป็นวันเกิดเพื่อน ...แต่เอ๋ ผิดคนหรือเปล่าหว่า ^^")
เปลี่ยนแปลงไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย ผมยาวขึ้น หายเกรียนไปเยอะเลย

กะว่าจะใช้เวลากับเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานานทั้งวัน
แต่ตอนเช้าก็โดนเรียกตัวไปช่วยงานที่ห้องชมรมซะงั้น
ถึงเที่ยงนิดๆ ก็โทรตามให้ไปรวมตัวกัน (เค้ารอกันอยู่หมดแล้ว)
จริงๆ ก็ไม่ได้อยากรีบไปซักเท่าไหร่หรอก อยากรอเจอที่รักของเรามากกว่า
แต่ก็ทำไม่ได้แฮะ หนังที่เพื่อนเข้าคิวซื้อไว้ใกล้ได้เวลาเริ่มฉายแล้วด้วย

พอไปถึงจริงๆ เพื่อนที่อยู่รอดันซื้อรอบถัดไปอีกสองชั่วโมงซะงั้น
ด้วยเหตุผลคือ ไม่แน่ใจว่าเราจะไปถึงทันหรือเปล่า + รอบนั้นนั่งแหงนหน้า
เอ่อ ให้มันได้หยั่งงี้สิ

ดูหนังจบก็งานเข้า เพราะที่รักโทรมาบอกให้พาเพื่อนไปโรงพยาบาล
สตาร์ทรถที่ลานจอดตอนทุ่มครึ่ง เอารถออกมาจากห้างได้ตอนสองทุ่ม
เนื่องจากติดงานปีใหม่ที่ห้างจัดขึ้น (เร็วกว่าปรกติ) ทำไมก็ไม่รู้
ดีนะที่ยังขับผ่านสนามบินได้อยู่ ไม่งั้นได้ไปติดม๊อปที่คูเมืองอีกแน่ๆ
เอ่อ ให้มันได้หยั่งงี้สิ

ลำบากใจมากจริงๆ ที่ต้องพาเพื่อนเก่าเราไปพร้อมๆ กับเพื่อนที่รัก
ไล่ให้ไปเดินซื้อของรอก็ไม่ยอมไป บอกว่าอยากเห็นหน้าคนที่โทรหา
ฮะแฮ่ม... กระผมอยากให้พวกคุณเพื่อนเก่าสุดที่รักไปด้วยกันจังเลยครับ
ถ้าไม่ติดที่ว่าพวกคุณช่างทำตัวไม่เหมาะกับการพบปะเพื่อนใหม่เอาซะเลย
แถมยังตียี้ห้อวิศวะของแท้ที่สุดแสนจะซกมกและกวงติงอีกต่างหาก
เอ่อ ให้มันได้หยั่งงี้สิ

ไปรับแล้วคนเยอะเกิน นั่งรถไปกันได้ไม่หมด
เอ่อ ให้มันได้หยั่งงี้สิ

ตอนขากลับ ขณะกำลังขับรถอยู่เลนขวาสุดของถนนแถวตลาด
อยู่ๆ รถจากทางซ้ายก็เบียดเข้ามาในเลนเราแบบไม่มองกระจกหลังเลย
รถเราที่ขับมาด้วยความเร็วเกือบๆ ร้อย กับรถที่พึ่งเคลื่อนตัวได้นิดๆ
ถ้าชนกันแล้ว ไม่อยากจะคิดเลยว่าสภาพจะเป็นอย่างไร

ในหนังส่วนใหญ่ เวลาจะเกิดเหตุการณ์อะไรสำคัญๆ แบบรถเกือบชนกันนี้
เวลาดูเหมือนจะช้าลงจนหยุดนิ่งให้เราได้คิดอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะเลยเนาะ
แต่ความเป็นจริงที่ประสบพบเจอมาในวันนี้ มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยซักนิด
เวลาไม่ได้เดินช้าลงให้ตัดสินใจอะไรง่ายขึ้นเลย (แต่ก็ดีที่ไม่เร็วขึ้นจนคิดไม่ทัน)

เราเลยบีบแตรยาวพร้อมสาดไฟใส่และเหยียบเบรก แต่ก็เหมือนจะสายไปแล้ว
เพราะระยะทางแค่ไม่ถึง 10 เมตรยังไงรถก็หยุดได้ไม่ทัน ขืนเป็นอย่างนี้ชนแน่นอน
ระยะห่างระหว่างขอบถนนด้านขวากับตัวรถที่ออกมาจากด้านซ้ายก็เหลือน้อยมาก
จนไม่น่าเชื่อเลยว่าจะผ่านไปได้พอดี 1 คัน (ตอนนี้ก็ยังไม่อยากเชื่อว่าผ่านมาได้ไง)

เราต้องรีบตัดสินใจหักหลบ ด้านขวาแทบไม่เหลือที่ว่างระหว่างรถกับเกาะกลาง
ถ้าเกิดว่าปีนเกาะกลางถนนที่ความเร็วขนาดนี้ รถลอยละลิ่งพลิกคว่ำได้เลยนะเนี่ย
ส่วนด้านซ้ายเพื่อนบอกว่าเหลือแค่นิ้วเดียว เกือบชนกับไอ้รถบ้าคันนั้นไปแล้ว
รอดมาได้อย่างปาฏิหารแท้ๆ เลยหละ

พอผ่านจุดวิกฤตินั้นมาได้แล้ว เรารู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก
ถ้ารถเกิดชนขึ้นมา เราจะบอกที่รักของเรายังไงดี (หรืออาจไม่มีโอกาสได้บอก)
ในเมื่อเค้าเฝ้าบอกกับเราทุกวันว่า "ขับรถดีๆ นะ"
แถมเราก็พึ่งบอกกับเค้าไปว่า "ดูแลตัวเองดีๆ นะ"

โง่จังเลยนะเราเนี่ย ทำไมไม่ยอมเชื่อฟังที่รักของเรามั่งนะ
แม้ว่าจากรูปการณ์แล้วเราไม่ผิดเลย แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะเป็นยังไงมั่ง
แย่จริง ยอมรับว่าขับรถกลับด้วยอารมณ์เสียโครตๆ แต่ก็ไม่น่าขับหาเรื่องเลย
เฮ้อ...

ตอนไปโรงพยาบาลนี้อึดอัดจนทำตัวไม่ถูกเลยจริงๆ
ที่เค้าว่าเพื่อนกับแฟนมันเลือกยาก ก็พึ่งรู้รสชาติของมันตอนนี้แหละ
แต่ไม่มีอีกแล้วหละ ที่จะยอมให้เพื่อนกับแฟนมาโคจรมาพบกันอีก
และถ้ามันเกิดขึ้นอย่างนั้นจริงๆ คราวนี้ฉันจะไม่เลือกเพื่อนอย่างพวกนายแล้ว