May 14, 2015
Sexy Love
ช่วงนี้ทำงานแรงงานครับ ไม่ค่อยได้ใช้สมองเท่าไหร่ เลยต้องเปิดเพลงวนไปเรื่อยๆ ให้มันรู้สึกสดชื่นตลอดเวลา
แล้ว YouTube ก็วนเพลง Sexy Love มาให้
รู้ตัวอีกที 2 ชั่วโมงถัดมา ก็ยังกดเล่นซ้ำ ฟังเพลงนี้ซ้ำๆ อยู่ครับ
ท่าเต้นโรบอทนี่มันแจ่มจริงๆ ให้ดิ้นตายสิ :3
May 7, 2015
Entertainment
เพลงนี้เป็นเพลงประกอบเครดิตหนัง Now You See Me (2013) ครับ คือทั้งเรื่องไม่ได้ใช้เพลงนี้มาประกอบเลยนั่นแหละ ถ้าไม่นั่งดูเครดิตหนังก็ไม่รู้ว่ามี
ฟังแล้วสนุกดี ได้กลิ่นหนังจีนสมัยก่อนลอยมาแต่ไกลเลย (ทั้งๆ ที่เป็นวงจากฝรั่งเศส) สงสัยเพราะว่าเมโลดี้อยู่ในกุญแจไดอาโทนิคด้วย แต่มันก็ไม่ได้ออกบลูแจ๊สแม้แต่น้อย กลับเป็นร๊อคมันส์ๆ ให้โยกหัวตามได้
ก็ถือว่าเป็นการผสมผสานที่น่าสนใจดี นั่งฟังได้ทั้งวัน
May 6, 2015
Noah
ไม่กี่วันก่อนช่อง HBO เอาเรื่องนี้มาฉายครับ ดูจบแล้วคำพูดนี้พุ่งเข้ามาในหัวเลย
God is dead
-- Friedrich Nietzsche
เกริ่นก่อนสำหรับใครที่ไม่คุ้นเคยกับศาสนาคริสต์ เรื่องนี้เล่าถึงช่วงแรกที่พระเจ้าสร้างโลกครับ หลังจากสร้างโลกและสรรพสัตว์ทั้งหลายเสร็จ ก็สร้างมนุษย์คู่แรก (อดัม-อีฟ) ขึ้นมาไว้ในสวนเอเดน โดยให้อิสระทุกอย่างยกเว้นอย่างเดียวคือห้ามกินผลไม้ที่อยู่กลางสวน (ตีความกันว่าคือผลแอปเปิล) ช่วงแรกอดัมกับอีฟก็เชื่อฟังพระเจ้าดีอยู่ แต่ก็โดนงูหลอกให้กินผลไม้นั้น พอพระเจ้าจับได้จึงไล่อดัมและอีฟ (และงู) ออกจากสวนเอเดนไป
เวลาผ่านไปหลายชั่วอายุคน พระเจ้าเห็นว่าโลกเสื่อมโทรมลงมาก จึงต้องการชำระล้างโลกด้วยพลังแห่งน้ำ ก่อนลงมือก็ไปกระซิบบอกโนอาห์ (โคตรเหลนของอดัม-อีฟ) ให้เตรียมตัวรับมือก่อน โดยอย่าลืมพาพวกสรรพสัตว์ไปด้วย โนอาห์เลยต่อเรือยักษ์ตามที่พระเจ้าว่า
จุดแตกต่างจากไบเบิลที่เด่นชัดจุดแรกในเวอร์ชันหนัง คือพระเจ้าไม่ได้พูดตรงๆ กับโนอาห์แต่ใช้วิธีฉายภาพภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นให้ดูในฝันแทน (ถ้าเคยดู Prince of Egypt ปี 1998 จะเห็นว่าพระเจ้าอวตารร่างลงมาเป็นลูกไฟเพื่อพูดคุยกับโมเสสตรงๆ เลย) อันที่จริง หนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องไม่ได้แสดงตัวตนหรือคำพูดของพระเจ้าเลย
จุดต่อมาคือมนุษย์ที่โนอาห์พาขึ้นเรือไปนั้น ไม่สามารถมีลูกหลานต่อไปได้ ซึ่งก็กลายเป็นดราม่าหลักของเรื่องเมื่ออิล่า แฟนสาวกับลูกคนหนึ่งโนอาห์ (นำแสดงโดยเฮอร์ไมโอนี่ :P) ที่เป็นหมันมาตั้งแต่เด็ก ดันตั้งท้องบนเรือซะงั้น โนอาห์ซึ่งคิดว่าความเสื่อมใดๆ ในโลกล้วนเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ จึงต้องการฆ่าลูกของอิล่าเสียเมื่อเธอคลอด
การสร้างหนังจากเรื่องราวที่รายละเอียดต้นทางน้อยแบบนี้ (เรื่องของโนอาห์มีไม่ถึงครึ่งของครึ่งในหนังสือปฐมกาล ถ้าเทียบกับโมเสสที่ได้หนังสืออพยพไปทั้งเล่ม) มันต้องมีการตีความแต่งเติมปรับแต่งเนื้อเรื่องไปมาก ตรงนี้เข้าใจและยอมรับได้นะ และหนังที่สร้างออกมาจากการตีความนี้ก็สนุกพอตัวเลยหละ
แต่ดูแล้วก็อดไม่ได้ที่จะคิดไปว่า พระเจ้าในหนังเรื่องนี้ ไม่ได้มีพลังอำนาจอะไรเลย
การที่พระเจ้าไม่เคยปรากฎตัวขึ้นมาแม้แต่ครั้งเดียว เราอาจตีความได้ว่าโนอาห์ดันฝันเห็นแฟนตาซีที่น่ากลัวมากๆ แล้วหมกมุ่นกับมันจนต้องสร้างเรือขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องมีพระเจ้ามาเกี่ยวข้องเลย (ใครไม่เคยฝันแฟนตาซีน่าตื่นเต้นแบบนี้บ้าง?) พอฝนตกหนักน้ำท่วมก็โป๊ะเชะกับที่โนอาห์กลัวพอดี
ยิ่งพอถึงฉากสุดท้ายที่อิล่าบอกโนอาห์ หลังจากโนอาห์ตัดสินใจไม่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ ปล่อยให้ลูกสาวของอิล่ามีชีวิตต่อไปหลังคลอด และอวยพรให้มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง
The choice was put in your hands because he put it there.
-- Ila, Noah (2014)
ยิ่งแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพระเจ้าก็ได้ หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ทราบให้ได้ว่าพระเจ้ามีตัวตนจริงหรือไม่ เนื่องจากผลลัพธ์ที่ได้จากการพิสูจน์นี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดความแตกต่างต่อสิ่งที่จะเกิดตามมาเลย (ทำนองเดียวกับที่ไอนสไตน์บอกว่าอีเทอร์ไม่จำเป็นนั่นแหละ)
พระเจ้าที่ไร้อำนาจเช่นนี้ ก็คงไม่ต่างจากพระเจ้าที่ตายแล้วอย่างที่นิทเช่บอกไว้
Apr 16, 2015
Code Jam 2015 รอบคัดเลือก
ปีนี้ประมาทไปเยอะครับ คือตอนแรกตั้งใจว่าจะถ่างตามาเริ่มเล่นตั้งแต่ปล่อยโจทย์ตอน 6 โมงเช้าเลย แต่สุดท้ายก็เผลอหลับไปตอนตี 4 ตื่นมารู้ตัวอีกทีก็บ่ายแล้ว เลยพักสมองออกเล่นบอร์ดเกมกะ @tamwb และ @aibig ตามนัดปาร์ตี้สงกรานต์ แถมกลับมาก็ยังไม่มีสมาธิแก้โจทย์มัวแต่ดู MV เกาหลีอีก กว่าได้เริ่มทำแข่งจริงจังก็เหลือเวลาไม่กี่ชั่วโมงแล้ว
ตอนอ่านโจทย์ผ่านๆ ทุกข้อนี่คิดว่าง่าย ปีนี้ได้แก้มือเก็บคะแนนเต็มแน่ๆ ... ที่ไหนได้ bug ซ่อนเร้น 1 ข้อ แล้วก็ตีความโจทย์อีก 1 ข้อ สุดท้ายแก้ไม่ทัน ได้ส่งแค่ 2 ข้อ ดีแค่ไหนแล้วที่ยังไม่ตกรอบ 555
ข้อแรกง่ายฮะ แต่ถ้ายังอ่านโจทย์แล้วไม่อินขอให้ดูคลิปนี้ตอนนาทีที่ 7:05 และ 7:23 (เรียบร้อยแล้วก็กลับไปดูตั้งแต่ต้นด้วยจะดีมาก) :P
ส่วน code ก็ประมาณ
import Text.Printf (printf)
import Data.List.Split (splitOn)
invites audience =
let aux [] _ _ inv = inv
aux (p:ps) shy acc inv = aux ps (shy+1) (acc+p+more) (inv+more)
where more = max 0 (shy-acc)
in aux audience 0 0 0
test t = do
it <- getLine
let [_, ps] = splitOn " " it
printf "Case #%d: %d\n" t $ invites [read [p] :: Integer | p <- ps]
main = do
loop <- getLine
sequence_ [test t | t <- [1..read loop :: Integer]]
(อย่างไรก็ตาม เท่าที่เคยไปคอนเสิร์ตหลายครั้ง รู้สึกว่าคนไทยจะมีค่าความอายเป็น infinity นะ)ข้อสองข้ามไปนะฮะ ทำไม่ได้ (ข้อสี่ด้วย)
ส่วนข้อสามนี่สนุกดี ถ้ายังจำเนื้อหาม.ปลายได้ เราจะมีเลขมหัศจรรย์ตัวนึงเรียกว่า
i ซึ่งมีนิยามที่สวยงามเรียบง่าย คือi^2 = -1สังเกตเพิ่มอีกหน่อยก็จะเห็นว่า
i^4 = 1 (multiplicative identity)โจทย์เพิ่มความสนุกโดยให้ตัวเลขมหัศจรรย์
j และ k มาด้วย ทั้งสองตัวที่เพิ่มเข้ามานี้ มีนิยามแบบเดียวกันกะ i เด๊ะๆ เลย เพียงแต่มันไม่ใช่ i เพราะเรานิยามการคูณระหว่างตัวเลขเหล่านี้ว่าij = k jk = i ki = jความซับซ้อนของตัวเลขชุดนี้ยังเพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อเรานิยามให้มันไม่มีสมบัติสลับที่ด้วย ซึ่งในที่นี้คือ
ji = -k kj = -i ik = -jเพื่อความสะดวก สมมติชื่อให้เลขชุดนี้ว่า
ℍu ละกันครับ โชคดีที่อย่างน้อยในเซ็ต ℍu = {1, i, j, k} มันยังมี- สมบัติปิดบนการคูณ คือ ถ้าใช้การคูณอย่างเดียวบนสมาชิกของเซ็ต
ℍuผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นสมาชิกของเซ็ตℍuด้วย - สมบัติจัดกลุ่มการคูณ คือ
a(bc) = (ab)cสำหรับทุกa, b, c ∈ ℍu
จาก
X, LS ที่โจทย์ให้ การแก้ปัญหาแบบตรงๆ ก็คือวิ่งผ่านชุดตัวเลข LS เป็นจำนวน X ครั้ง โดยเลขแต่ละตัวเลข s ∈ LS ที่วิ่งผ่าน ก็จัดการคูณเก็บไว้ในใจไปเรื่อยๆ ถ้าเจอตัวเลขครบทั้ง i, j, k และหางที่เหลือคูณกันออกมาเป็น 1 ก็ตอบว่าถูกได้เลยถ้าอ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วยังงงไม่หาย ลองดูการทำงานตามขั้นตอนวิธีด้วยตัวอย่างนี้
X = 10 LS = ji sequence: ji ji ji ji ji ji ji ji ji ji running: --->--->-------->-----------> found: i j k 1โจทย์ข้อนี้ฉลาดตรงที่เอาตัวเลข
Xขนาดใหญ่มากๆ มาขู่ ทั้งที่เราสามารถ modulo มันทิ้งให้เหลือแค่หลักสิบได้ (ซึ่งก็คือ คำถามชุดใหญ่จะมีความยากแทบไม่ต่างกับคำถามชุดเล็กเลย)การลดขนาด
X ทำได้โดยใช้ข้อสังเกตที่ว่า i^4 = j^4 = k^4 = 1 ซึ่งบอกเป็นนัยอยู่ 2 อย่างคือ- ถ้าวิ่งคูณหา
i, j, kแต่ละตัวเกิน 4 รอบแล้วยังไม่เจอ ไม่ต้องวิ่งต่อ เพราะแต่ละรอบที่วิ่งเพิ่ม จะไม่ได้ผลลัพธ์ใหม่แล้ว - หลังจากหา
i, j, kได้ครบแล้ว หางที่เหลือสามารถ mod 4 ได้
i, j, k) โดยแต่ละครั้งวิ่งไม่เกิน 4 รอบ ซึ่งก็เท่ากับวิ่ง 12 รอบ แล้วรอบที่เหลือก็จับ mod 4 ได้เลยหรือพูดจาภาษา code ก็คือ
def correct_misspelling(ijks, x):
x = min(x, 12+(x%4))
accumulate = Quaternion('+1')
searching = [Quaternion(it) for it in 'kji']
for _ in range(x):
for it in ijks:
accumulate *= Quaternion(it)
if searching and searching[-1] == accumulate:
accumulate = Quaternion('+1')
searching.pop()
return not searching and accumulate == Quaternion('+1')
for case in range(int(input())):
_, x = [int(n) for n in input().split()]
ijks = input().strip()
ans = 'YES' if correct_misspelling(ijks, x) else 'NO'
print('Case #{}: {}'.format(case+1, ans))
ข้อนี้ถ้าจะ optimize เพิ่มก็ยังทำได้อีก (code จริงที่เอาไปส่งก็เขียนสวยน้อยกว่านี้เพราะมัวแต่ optimize มากเกินไป) โดยเรามีข้อสังเกตดังนี้aba = bสำหรับทุกa, b ∈ ℍu- เราสามารถทดเก็บค่าสุดท้ายที่ได้จากการวิ่งผ่านเพื่อหาผลคูณของทุกตัวใน
LSไว้ได้ แล้วพอจะวิ่งผ่านLSอีกรอบก็ใช้ค่าที่ทดไว้ได้เลย - ในการทดลองจริง จำนวน
Xที่จำเป็นต่อการคำนวณไม่เคยมีค่าเกิน 8 เลย ซึ่งก็คือx = min(x, 4+(x%4))
Mar 8, 2015
คำถาม
ญ. - ไม่ง่วงเหรอ
ช. - ไม่จ้า
ญ. - ไม่หิวเหรอ
ช. - ยังอิ่มอยู่เลยจ้า
ญ. - แล้วไม่คิดถึงเราเหรอ
ช. - ไม่จ้า
ญ. - ไม่หิวเหรอ
ช. - ยังอิ่มอยู่เลยจ้า
ญ. - แล้วไม่คิดถึงเราเหรอ
Nov 18, 2014
แอพ Calendar ตัวใหม่ของ Android Lollipop มาพร้อมกับภาพพาดหัว
Nov 3, 2014
Code Mania 01 และทำไมถึงควรเลิกเขียน JavaScript
เสาร์ที่ผ่านมาไปพูดเรื่อง "เลิกเขียน JavaScript กันดีกว่า" ในงาน Code Mania ที่จุฬาฯ มาครับ
คุณ @KaizerWing ให้เวลาเตรียมตัวล่วงหน้ามาเป็นเดือนแล้ว ตอนนั้นหัวโล่งๆ ยังมองภาพไม่ออกว่างานจะออกมาหน้าตายังไง เลยเลือกเรื่องที่คุ้นมือมากที่สุดในตอนนี้อย่าง CoffeeScript ไปพูด
แต่ครั้นจะพูด CoffeeScript เพียวๆ เลยเดี๋ยวคนจะตามไม่ทัน เลยหาจุดเชื่อมโยงเป็น JavaScript ที่มีจุดประหลาดน่าสนใจและคนเขียนเยอะมาปูเรื่องครับ
เสียดายว่าแอบขี้เกียจไปหน่อย ตอนช่วงท้ายๆ เลยปิดไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถ้าเพิ่มสไลด์สำคัญๆ ไปอีกซัก 2 แผ่นน่าจะเรียกเสียงฮือฮาได้มากกว่านี้นะ
สไลด์อยู่นี่ครับ ส่วนทีมงานบอกมาว่ากำลังตัดต่อวิดีโออยู่ เรียบร้อยเมื่อไหร่เดี๋ยวผมมา update อีกที
งานนี้สนุกมากครับ รู้สึกว่าสนุกกว่า BarCamp ที่ช่วงหลังๆ เริ่มแผ่วแล้วด้วย ก็หวังว่าจะมีงานทำนองนี้ออกมาอีกเรื่อยๆ อาจจะจัดหลายวันเป็นแคมป์กิน-นอน-เต้นรอบกองไฟก็น่าสนนะครับ :D
คุณ @KaizerWing ให้เวลาเตรียมตัวล่วงหน้ามาเป็นเดือนแล้ว ตอนนั้นหัวโล่งๆ ยังมองภาพไม่ออกว่างานจะออกมาหน้าตายังไง เลยเลือกเรื่องที่คุ้นมือมากที่สุดในตอนนี้อย่าง CoffeeScript ไปพูด
แต่ครั้นจะพูด CoffeeScript เพียวๆ เลยเดี๋ยวคนจะตามไม่ทัน เลยหาจุดเชื่อมโยงเป็น JavaScript ที่มีจุดประหลาดน่าสนใจและคนเขียนเยอะมาปูเรื่องครับ
เสียดายว่าแอบขี้เกียจไปหน่อย ตอนช่วงท้ายๆ เลยปิดไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถ้าเพิ่มสไลด์สำคัญๆ ไปอีกซัก 2 แผ่นน่าจะเรียกเสียงฮือฮาได้มากกว่านี้นะ
สไลด์อยู่นี่ครับ ส่วนทีมงานบอกมาว่ากำลังตัดต่อวิดีโออยู่ เรียบร้อยเมื่อไหร่เดี๋ยวผมมา update อีกที
งานนี้สนุกมากครับ รู้สึกว่าสนุกกว่า BarCamp ที่ช่วงหลังๆ เริ่มแผ่วแล้วด้วย ก็หวังว่าจะมีงานทำนองนี้ออกมาอีกเรื่อยๆ อาจจะจัดหลายวันเป็นแคมป์กิน-นอน-เต้นรอบกองไฟก็น่าสนนะครับ :D
Oct 29, 2014
City2048
เป็นเกมแบบเดียวกะ 2048 แหละครับ แค่เปลี่ยนจากตัวเลข ไปเป็นตึกแบบต่างๆ ไล่ลำดับแค่นั้นเอง
สนุกใช้ได้ครับ ภาพสวยไอเดียแจ่มด้วย แต่ช่วงแรกๆ ต้องจำรูปแบบตึกกันหน่อย ซึ่งเอาจริงๆ ก็ไม่ได้ยากอะไรมาก เพราะจะเล่นให้ถึง 2048 ก็จำตึกไป 10 แบบเอง (แบบแรกสุดที่เป็นฐานใช้รูปป่า -- ไม่นับนะ)
ส่วนวิธีคิดคะแนนจะต่างไปพอสมควร คือไม่ใช่คะแนนคูณสองไปเรื่อยๆ แล้ว แต่จะเพิ่มเป็นเส้นตรงครั้งละ 5 แทน
สนุกใช้ได้ครับ ภาพสวยไอเดียแจ่มด้วย แต่ช่วงแรกๆ ต้องจำรูปแบบตึกกันหน่อย ซึ่งเอาจริงๆ ก็ไม่ได้ยากอะไรมาก เพราะจะเล่นให้ถึง 2048 ก็จำตึกไป 10 แบบเอง (แบบแรกสุดที่เป็นฐานใช้รูปป่า -- ไม่นับนะ)
ส่วนวิธีคิดคะแนนจะต่างไปพอสมควร คือไม่ใช่คะแนนคูณสองไปเรื่อยๆ แล้ว แต่จะเพิ่มเป็นเส้นตรงครั้งละ 5 แทน
Oct 16, 2014
เปลี่ยน bio แล้ว
เมื่อก่อนรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนจับฉ่ายมาก เลยตั้ง bio ทุกที่ไว้ว่า jack of all trades. ครับ
เหตุผลอื่นๆ ก็คืออยากทำการหักล้างความเชื่อบางอย่างทางสังคมด้วย เห็นมาหลายที่เหลือเกินชอบบอกว่าตั้ง bio ให้ดูดีสิ บอกไปสิว่าเรียนจบที่ไหน ทำอะไร ใส่แท๊กด้วย บลาๆๆ จะได้มีคนมาตามเยอะๆ
ผลลัพธ์ก็พอโอเคนะ หักล้างได้ในระดับหนึ่งว่า bio ไม่ได้สำคัญไปทั้งหมด เคยถามคนที่มาตามบางคนก็บอกว่าไม่ได้อ่าน bio เราเลย (เพราะมันไม่บอกอะไรอยู่แล้ว?) สนใจแต่เรื่องที่ทวีตอย่างเดียว
ส่วนตอนนี้ก็เปลี่ยนไปเป็น insufficient data for meaningful answer. กำกวมกว่าเดิมอีก :P
เหตุผลอื่นๆ ก็คืออยากทำการหักล้างความเชื่อบางอย่างทางสังคมด้วย เห็นมาหลายที่เหลือเกินชอบบอกว่าตั้ง bio ให้ดูดีสิ บอกไปสิว่าเรียนจบที่ไหน ทำอะไร ใส่แท๊กด้วย บลาๆๆ จะได้มีคนมาตามเยอะๆ
ผลลัพธ์ก็พอโอเคนะ หักล้างได้ในระดับหนึ่งว่า bio ไม่ได้สำคัญไปทั้งหมด เคยถามคนที่มาตามบางคนก็บอกว่าไม่ได้อ่าน bio เราเลย (เพราะมันไม่บอกอะไรอยู่แล้ว?) สนใจแต่เรื่องที่ทวีตอย่างเดียว
ส่วนตอนนี้ก็เปลี่ยนไปเป็น insufficient data for meaningful answer. กำกวมกว่าเดิมอีก :P
Oct 12, 2014
เรื่องธรรมดา
วันก่อนไปทำแบบทดสอบไอคิวแบบกึ่งจริงจังมาครับ
ที่บอกว่า "จริงจัง" เพราะเป็นแบบทดสอบที่ต้องมีนักจิตวิทยาเป็นคนอ่านคำถามพร้อมเฝ้าสังเกตพฤติกรรมระหว่างทำ ส่วนตัวแบบทดสอบก็มีหัวข้อหลากหลายและไม่ได้มีแต่ชอยส์ให้เลือกว่าภาพไหนถูกเหมือนที่เคยทำเล่นในเน็ต
แต่ที่ว่า "กึ่ง" ก็เพราะนักจิตวิทยาที่มาคุมแบบทดสอบ คือเพื่อนนักศึกษาปีสาม ที่อาจารย์ให้ไปหาเหยื่อมาเพื่อฝึกฝีมือกับชุดทดสอบไอคิวแบบต่างๆ เวลาไปทำงานจริงจะได้ไม่ผิดพลาด
รายละเอียดการทดสอบผมคงเล่าไม่ได้เพราะติดสัญญาปกปิดข้อมูลไว้ บอกได้เพียงว่าเป็นแบบทดสอบ WAIS รุ่น 1 ที่แปลเป็นภาษาไทยแล้ว
ส่วนผลลัพธ์คือผมได้ค่าไอคิว 132 คะแนน เมื่อคำนวณเทียบตามอายุปัจจุบัน
ตอนที่เพื่อนคำนวณคะแนนเสร็จ ถึงขั้นตกใจว่าคะแนนสูงมาก ไม่เคยเจอสูงเท่านี้มาก่อน (บอกประมาณว่า "เกือบอัจฉริยะ")
ยอมรับนะว่าได้ยินก็แอบลอย ... แต่แค่แว๊บเดียวเท่านั้นแหละ หน้าเพื่อนๆ ร่วมห้องแลปก็ลอยมา
สำหรับพวกเค้าแล้ว ตัดคำว่า "เกือบ" นำหน้าทิ้งไป แล้วบอกตรงๆ ว่านี่คือ "อัจฉริยะ" ได้โดยไม่ต้องลังเล 555
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เลยกลับมาค้นข้อมูลดูจนพอจะสรุปได้ว่า แบบทดสอบมาตรฐานส่วนใหญ่ แม้กฎเกณฑ์การให้คะแนนจะต่างกันไปบ้าง แต่หลักคิดคือประชากรโลกมีจำนวนเยอะพอที่จะเอาหลักสถิติมาจับได้ เลยสร้างโมเดลไอคิวประชากรเป็นกราฟทรงระฆังคว่ำ ยืนพื้นที่ตัวเลข 100 คะแนนไว้ตรงกลาง แล้วให้การกระจายตัวที่ความเบี่ยงมาตรฐานหนึ่งหน่วย ตีเป็นคะแนนได้ 15 จุด
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าสุ่มเลือกคนมา 100 คนแบบมั่วๆ จะพบคนที่มีไอคิวเกิน 130 (2 ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน) อยู่เพียง 2-3 คนเท่านั้น
ฟังดูแล้วตัวเลขนี้ก็ไม่ได้เยอะซักเท่าไหร่ ในรถไฟฟ้าหนึ่งตู้โดยสารที่มีแต่คนนั่งเต็มโดยไม่มีคนยืน อาจพบคนที่มีไอคิวสูงระดับนี้แค่หนึ่งคนเท่านั้น (ถ้าสมมติให้คนขึ้นรถไฟฟ้าเป็นการสุ่มมั่วโดยสมบูรณ์)
แต่โลกความจริงอาจไม่ง่ายเช่นนั้น ในมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศที่คัดแต่หัวกระทิเข้ามาเรียน เราอาจเดินชนไหล่อัจฉริยะเหล่านี้เป็นว่าเล่นเลยก็ได้
ถึงจุดนั้น การมีไอคิวสูงก็ไม่ใช่เรื่องพิเศษแต่อย่างใด
ที่บอกว่า "จริงจัง" เพราะเป็นแบบทดสอบที่ต้องมีนักจิตวิทยาเป็นคนอ่านคำถามพร้อมเฝ้าสังเกตพฤติกรรมระหว่างทำ ส่วนตัวแบบทดสอบก็มีหัวข้อหลากหลายและไม่ได้มีแต่ชอยส์ให้เลือกว่าภาพไหนถูกเหมือนที่เคยทำเล่นในเน็ต
แต่ที่ว่า "กึ่ง" ก็เพราะนักจิตวิทยาที่มาคุมแบบทดสอบ คือเพื่อนนักศึกษาปีสาม ที่อาจารย์ให้ไปหาเหยื่อมาเพื่อฝึกฝีมือกับชุดทดสอบไอคิวแบบต่างๆ เวลาไปทำงานจริงจะได้ไม่ผิดพลาด
รายละเอียดการทดสอบผมคงเล่าไม่ได้เพราะติดสัญญาปกปิดข้อมูลไว้ บอกได้เพียงว่าเป็นแบบทดสอบ WAIS รุ่น 1 ที่แปลเป็นภาษาไทยแล้ว
ส่วนผลลัพธ์คือผมได้ค่าไอคิว 132 คะแนน เมื่อคำนวณเทียบตามอายุปัจจุบัน
ตอนที่เพื่อนคำนวณคะแนนเสร็จ ถึงขั้นตกใจว่าคะแนนสูงมาก ไม่เคยเจอสูงเท่านี้มาก่อน (บอกประมาณว่า "เกือบอัจฉริยะ")
ยอมรับนะว่าได้ยินก็แอบลอย ... แต่แค่แว๊บเดียวเท่านั้นแหละ หน้าเพื่อนๆ ร่วมห้องแลปก็ลอยมา
สำหรับพวกเค้าแล้ว ตัดคำว่า "เกือบ" นำหน้าทิ้งไป แล้วบอกตรงๆ ว่านี่คือ "อัจฉริยะ" ได้โดยไม่ต้องลังเล 555
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เลยกลับมาค้นข้อมูลดูจนพอจะสรุปได้ว่า แบบทดสอบมาตรฐานส่วนใหญ่ แม้กฎเกณฑ์การให้คะแนนจะต่างกันไปบ้าง แต่หลักคิดคือประชากรโลกมีจำนวนเยอะพอที่จะเอาหลักสถิติมาจับได้ เลยสร้างโมเดลไอคิวประชากรเป็นกราฟทรงระฆังคว่ำ ยืนพื้นที่ตัวเลข 100 คะแนนไว้ตรงกลาง แล้วให้การกระจายตัวที่ความเบี่ยงมาตรฐานหนึ่งหน่วย ตีเป็นคะแนนได้ 15 จุด
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าสุ่มเลือกคนมา 100 คนแบบมั่วๆ จะพบคนที่มีไอคิวเกิน 130 (2 ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน) อยู่เพียง 2-3 คนเท่านั้น
ฟังดูแล้วตัวเลขนี้ก็ไม่ได้เยอะซักเท่าไหร่ ในรถไฟฟ้าหนึ่งตู้โดยสารที่มีแต่คนนั่งเต็มโดยไม่มีคนยืน อาจพบคนที่มีไอคิวสูงระดับนี้แค่หนึ่งคนเท่านั้น (ถ้าสมมติให้คนขึ้นรถไฟฟ้าเป็นการสุ่มมั่วโดยสมบูรณ์)
แต่โลกความจริงอาจไม่ง่ายเช่นนั้น ในมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศที่คัดแต่หัวกระทิเข้ามาเรียน เราอาจเดินชนไหล่อัจฉริยะเหล่านี้เป็นว่าเล่นเลยก็ได้
ถึงจุดนั้น การมีไอคิวสูงก็ไม่ใช่เรื่องพิเศษแต่อย่างใด
Subscribe to:
Posts (Atom)












